การพัฒนาประเทศ ความสำคัญของที่การพัฒนาอยู่ที่การพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ และการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากร
การพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เป็นการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่า่งปกติสุข ในระยะแรก แนวคิดนี้มองว่ามนุษย์เป็นผู้พัฒนา(subject)และผู้ถูกพัฒนา(object) โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาสังคม
เป็นที่น่าสังเกตว่า การพัฒนาโดยเน้นความต้องการพื้นฐาน การพัฒนามนุษย์ที่ยั่งยืน และการพัฒนาที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีปรัชญาและเป้าหมายเหมือนกัน คือให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ แต่แตกต่างในรายละเอียด
ส่วนการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากร เป็นการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาในระยะแรกๆ แนวติดนี้มองว่ามนุษย์เป็นเครื่องมือ(means)ในการพัฒนา โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจ
แนวคิดและวิธีการการพัฒนามนุษย์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในอดีตอาจมีอาจมีความแตกต่างอยู่บ้างในแง่ที่ว่า แนวคิดการพัฒนาทรัพยากมนุษย์ถุกมองว่าละเลยการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือถูกมองว่าละเลยมนุษย์ที่ไม่มีประโยชน์ในการผลิต ไม่สามารถทำงานได้ เช่น คนแก่ คนป่วย หรือ คนที่ด้อยโอกาส
แต่ในปัจจุบันถ้าพิจารณาถึงค่านิยมหรือความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการพัฒนมนุษย์ก็ดี การพัฒนาทรัพยากรมนุษยืก็ดี หรือการพัฒนาในแนวคิดใหม่ก็ดี การพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่มีความแตกต่างกัน
เพียงแต่ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นเป็นการพัฒนามนุษย์เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ดีมีคุณภาพต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม แต่ทั้งนี้ไม่ได้ละเลยการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะถ้าหากมีการละเลยแล้ว มนุษย์ก็จะเป็นเครื่องมือการพัฒนาที่ไม่มีประโยชน์มากนัก กลับก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาอีกด้วย
ในส่วนของแนวคิดการพัฒนามนุษย์ ก็ยอมรับแนวคิดที่จะต้องพัฒนามนุษย์ให้เป็นเครื่องมือของการพัฒนามากขึ้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งเสริมสร้างคุณภาพของมนุษย์ ที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของยุคสมัย
ด้วยเหตนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนามนุษย์มี 2 แนวทาง คือการพัฒนามนุษย์ในฐานะผู้พัฒนา ผู้ถูกพัฒนา และในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาไปพร้อมๆกัน
สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ สามารถกระทำได้ด้วยมาตรการต่อไปนี้
มาตรการแรก เน้นการลงทุนในเรื่องการศึกษาสุขภาพและทักษะของประชากร เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันผลประโยชน์ และการจ้างงาน
มาตรการที่ 2 มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น เมื่อไรก็ตามที่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม อัตราการเพิ่มของรายได้ประชาชาติจะลดลง
มาตรการที่ 3 ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายทางสังคม โดยรัฐจะต้องจัดบริการทางสังคมมากขึ้น
มาตรการที่ 4 เพิ่มความมีอำนาจในตนในทุกเรื่องของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอำนาจในตนของสตรี
มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ใช้ร่วมกันเพื่อการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์และพัฒนามนุษย์ในฐานะที่มนุษย์เป็นทรัพยากร มาตรการดังกล่าวนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมและสังคมกำลังพัฒนา เป็นมาตรการที่นำไปสู่การได้มนุษย์และทรัพยากรมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วยความรู้ ทักษะ และการมีชีวิตที่สมบูรณ์
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
ความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม ขึ้นอยู่กับค่านิยมซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอยู่
David McClelland
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561
การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
มนุษย์มีความสำคัญต่อการพัฒนา การพัฒนามนุษย์จึงมีความจำเป็น แนวคิดในการพัฒนามนุษย์มีหลากหลาย การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ได้ให้ความหมายของการพัฒนามนุษย์ว่า เป็นการเพิ่มทางเลือกของมนุษย์ จริงอยู่แม้ทางเลือกของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ในการพัฒนาทุกระดับ มีทางเลือกที่จำเป็นมีอยู่ 3 ประการ คือการพัฒนาให้มนุษย์ มีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพดี และมีความรู้ความสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ได้มาตรฐาน
เป้าหมายของการพัฒนามนุษย์ จึงอยู่ที่การเพิ่มทางเลือกของมนุษย์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยเป้าหมายนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า
1. การพัฒนามนุษย์จะต้องวางมนุษย์ไว้ที่ศูนย์กลาง
2. จุดมุ่งหมายของการพัฒนา คือการเพิ่มทางเลือกของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มรายได้
3. การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกี่ยวข้องทั้งการสร้างสมรรถนะของมนุษย์ และการใช้สมรรถนะของมนุษย์อย่างเต็มที่
4.การพัฒนามนุษย์มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ประการ คือ ความยุติธรรม ความยั่งยืน ผลิตภาพ และความมีอำนาจในตน
5.การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง กำหนดให้มนุษย์เป็นเป้าหมายของการพัฒนา และมีการวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้
สำหรับองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ได้แก่ ความยุติธรรม ความยั่งยืน ผลิตภาพ และความมีอำนาจในตน
ความยุติธรรม(Equity)
หากการพัฒนาเป็นการขยายทางเลือกให้กับมนุษย์ มนุษย์จึงต้องได้รับความยุติธรรมในโอกาส การพัฒนาที่ปราศจากควายุติธรรม เป็นการจำกัดทางเลือกของมนุษย์ในสังคม
ความยุติธรรมในโอกาส ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกับผลที่ได้รับ ความยุติธรรมในโอกาส ไม่ได้หมายถึงว่าจะมีทางเลือกหรือผลที่ได้รับคล้ายกัน หรือเหมือนกัน เพราะความยุติธรรมในโอกาสสามารถนำไปสู่การได้รับผลที่ไม่เท่าเทียมกันได้เสมอ และในการพัฒนามนุษย์ จะต้องยอมรับว่าความยุติธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง คุณค่าอยู่ที่ชีวิตมนุษย์ และไม่ได้มีคุณค่าเพราะมนุษย์มีความสามารถในการผลิตสินค้า แต่คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่มนุษย์แต่ละคนสามารถพัฒนาสมรรถนะได้สูงสุดหรือไม่ และใช้สมรรถนะได้ดีที่สุดในทุกเรื่องหรือไม่
ความยั่งยืน(Sustainability)
ความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความยั่งยืนในที่นี้ หมายถึง ความยั่งยืนของทุนทุกรูปแบบ อันได้แก่ ทุนทางกายภาพ การเงินการคลัง และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
ความคิดเรื่องความยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงการคงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติไว้ทั้งหมด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็สามารถจะช่วยสร้างสิ่งทดแทนทรัพยากรธรรมชาติได้ และถ้าการทดแทนมีประสิทธิภาพ จะทำให้ทางเลือกของมนุษย์ในอนาคตมีความยั่งยืน
เราไม่จำเป็นจะต้องปล่อยให้โลกเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนกับโลกที่เป็นอยู่ขณะนี้ทุกประการ เพราะนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังไม่ตรงกับความหมายของความยั่งยืนอีกด้วย ความยั่งยืนเป็นความคิดรวบยอดที่เป็นพลวัตเพื่อให้เหมาะกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่โลกที่หยุดนิ่ง สิ่งที่เราจะต้องรักษาไว้คือโอกาสของชีวิตที่มีคุณค่า ไม่ใช่ความยากลำบากของมนุษย์
ผลิตภาพ(Productivity)
องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ก็คือ ผลิตภาพ การจะให้มนุษย์มีผลิตภาพจำเป็นจะต้องมีการลงทุนในมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีศักยภาพสูงขึ้น
ประเทศในเอเซียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ได้ส่งเหล็กและผลิตภัณฑ์ของเหล็กเป็นสินค้าออกได้อย่างไร ทั้งๆที่ทั้งสองประเทศไม่มีแร่เหล็กหรือถ่านหินเลย คำอธิบายก็คือว่า เป็นเรื่องผลิตภาพของมนุษย์และการลงทุนในมนุษย์ของทั้งสองประเทศอย่างมากมาย
มีการพัฒนามากมายที่เล็งไปที่ผลิตภาพของมนุษย์ บางตัวแบบยึดทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ แต่มองมนุษย์เป็นเพียงเครื่องมือการพัฒนา จึงไม่ใช่เป้าหมายของการพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาโดยยึด
มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่มองผลิตภาพเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา แต่มีความสำคัญพอๆกับความยุติธรรม ความยั่งยืน และความมีอำนาจในตน
ความมีอำนาจในตน (Empowerment)
การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ได้มุ่งที่การเลี้ยงดู การตั้งมูลนิธิ หรือการให้สวัสดิการ แต่มุ่งที่การพัฒนาให้มนุษย์มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา
นโยบายที่แย่ที่สุดสำหรับคนยากจนหรือประเทศที่ยากจน ก็คือการทำให้มนุษย์ต้องอยู่ในความดูแลตลอดไป ซึ่งยุทธวิธีแบบนี้ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มีความยั่งยืน
ความมีอำนาจในตน หมายถึง การที่มนุษย์อยู่ในฐานะที่จะเลือกได้อย่างอิสระตามความต้องการ มีระบอบ การเมืองแบบประชาธิปไตย ที่มนุษย์สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง มีการกระจายอำนาจ ตลอดจนความมีเศรษฐกิจเสรี
ความมีอำนาจในตนของมนุษย์ จำเป็นจะต้องมีการลงทุนทางการศึกษาและสุขภาพ เพื่อว่ามนุษย์จะได้รับประโยชน์จากโอกาส การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จึงแตกต่างไปจากการพัฒนามนุษย์แบบอื่นๆ
กระบวนการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จะครอบคลุมถึงการพัฒนาทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ งบประมาณหรือนโยบายการคลัง การประหยัด การลงทุน เทคโนโลยี บริการพื้นฐานของสังคม หรือการสร้างเครือข่ายเพื่อความปลอดภัยของคนยากคนจน แต่ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบของความยุติธรรม ความยั่งยืน ผลิตภาพ และความมีอำนาจในตน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาที่สนองตอบความต้องการในปัจจุบัน โดยไม่ทำให้ประชาชนรุ่นต่อไปในอนาคต ต้องประนีประนอมยอมลดความสามารถของเขา ในการที่สนองความต้องการของเขาเอง
คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
*********************************************************************************
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ได้ให้ความหมายของการพัฒนามนุษย์ว่า เป็นการเพิ่มทางเลือกของมนุษย์ จริงอยู่แม้ทางเลือกของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ในการพัฒนาทุกระดับ มีทางเลือกที่จำเป็นมีอยู่ 3 ประการ คือการพัฒนาให้มนุษย์ มีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพดี และมีความรู้ความสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ได้มาตรฐาน
เป้าหมายของการพัฒนามนุษย์ จึงอยู่ที่การเพิ่มทางเลือกของมนุษย์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยเป้าหมายนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า
1. การพัฒนามนุษย์จะต้องวางมนุษย์ไว้ที่ศูนย์กลาง
2. จุดมุ่งหมายของการพัฒนา คือการเพิ่มทางเลือกของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มรายได้
3. การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกี่ยวข้องทั้งการสร้างสมรรถนะของมนุษย์ และการใช้สมรรถนะของมนุษย์อย่างเต็มที่
4.การพัฒนามนุษย์มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ประการ คือ ความยุติธรรม ความยั่งยืน ผลิตภาพ และความมีอำนาจในตน
5.การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง กำหนดให้มนุษย์เป็นเป้าหมายของการพัฒนา และมีการวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้
สำหรับองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ได้แก่ ความยุติธรรม ความยั่งยืน ผลิตภาพ และความมีอำนาจในตน
ความยุติธรรม(Equity)
หากการพัฒนาเป็นการขยายทางเลือกให้กับมนุษย์ มนุษย์จึงต้องได้รับความยุติธรรมในโอกาส การพัฒนาที่ปราศจากควายุติธรรม เป็นการจำกัดทางเลือกของมนุษย์ในสังคม
ความยุติธรรมในโอกาส ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกับผลที่ได้รับ ความยุติธรรมในโอกาส ไม่ได้หมายถึงว่าจะมีทางเลือกหรือผลที่ได้รับคล้ายกัน หรือเหมือนกัน เพราะความยุติธรรมในโอกาสสามารถนำไปสู่การได้รับผลที่ไม่เท่าเทียมกันได้เสมอ และในการพัฒนามนุษย์ จะต้องยอมรับว่าความยุติธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง คุณค่าอยู่ที่ชีวิตมนุษย์ และไม่ได้มีคุณค่าเพราะมนุษย์มีความสามารถในการผลิตสินค้า แต่คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่มนุษย์แต่ละคนสามารถพัฒนาสมรรถนะได้สูงสุดหรือไม่ และใช้สมรรถนะได้ดีที่สุดในทุกเรื่องหรือไม่
ความยั่งยืน(Sustainability)
ความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความยั่งยืนในที่นี้ หมายถึง ความยั่งยืนของทุนทุกรูปแบบ อันได้แก่ ทุนทางกายภาพ การเงินการคลัง และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
ความคิดเรื่องความยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงการคงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติไว้ทั้งหมด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็สามารถจะช่วยสร้างสิ่งทดแทนทรัพยากรธรรมชาติได้ และถ้าการทดแทนมีประสิทธิภาพ จะทำให้ทางเลือกของมนุษย์ในอนาคตมีความยั่งยืน
เราไม่จำเป็นจะต้องปล่อยให้โลกเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนกับโลกที่เป็นอยู่ขณะนี้ทุกประการ เพราะนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังไม่ตรงกับความหมายของความยั่งยืนอีกด้วย ความยั่งยืนเป็นความคิดรวบยอดที่เป็นพลวัตเพื่อให้เหมาะกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่โลกที่หยุดนิ่ง สิ่งที่เราจะต้องรักษาไว้คือโอกาสของชีวิตที่มีคุณค่า ไม่ใช่ความยากลำบากของมนุษย์
ผลิตภาพ(Productivity)
องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ก็คือ ผลิตภาพ การจะให้มนุษย์มีผลิตภาพจำเป็นจะต้องมีการลงทุนในมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีศักยภาพสูงขึ้น
ประเทศในเอเซียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ได้ส่งเหล็กและผลิตภัณฑ์ของเหล็กเป็นสินค้าออกได้อย่างไร ทั้งๆที่ทั้งสองประเทศไม่มีแร่เหล็กหรือถ่านหินเลย คำอธิบายก็คือว่า เป็นเรื่องผลิตภาพของมนุษย์และการลงทุนในมนุษย์ของทั้งสองประเทศอย่างมากมาย
มีการพัฒนามากมายที่เล็งไปที่ผลิตภาพของมนุษย์ บางตัวแบบยึดทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ แต่มองมนุษย์เป็นเพียงเครื่องมือการพัฒนา จึงไม่ใช่เป้าหมายของการพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาโดยยึด
มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่มองผลิตภาพเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา แต่มีความสำคัญพอๆกับความยุติธรรม ความยั่งยืน และความมีอำนาจในตน
ความมีอำนาจในตน (Empowerment)
การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ได้มุ่งที่การเลี้ยงดู การตั้งมูลนิธิ หรือการให้สวัสดิการ แต่มุ่งที่การพัฒนาให้มนุษย์มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา
นโยบายที่แย่ที่สุดสำหรับคนยากจนหรือประเทศที่ยากจน ก็คือการทำให้มนุษย์ต้องอยู่ในความดูแลตลอดไป ซึ่งยุทธวิธีแบบนี้ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มีความยั่งยืน
ความมีอำนาจในตน หมายถึง การที่มนุษย์อยู่ในฐานะที่จะเลือกได้อย่างอิสระตามความต้องการ มีระบอบ การเมืองแบบประชาธิปไตย ที่มนุษย์สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง มีการกระจายอำนาจ ตลอดจนความมีเศรษฐกิจเสรี
ความมีอำนาจในตนของมนุษย์ จำเป็นจะต้องมีการลงทุนทางการศึกษาและสุขภาพ เพื่อว่ามนุษย์จะได้รับประโยชน์จากโอกาส การพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จึงแตกต่างไปจากการพัฒนามนุษย์แบบอื่นๆ
กระบวนการพัฒนาโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จะครอบคลุมถึงการพัฒนาทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ งบประมาณหรือนโยบายการคลัง การประหยัด การลงทุน เทคโนโลยี บริการพื้นฐานของสังคม หรือการสร้างเครือข่ายเพื่อความปลอดภัยของคนยากคนจน แต่ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบของความยุติธรรม ความยั่งยืน ผลิตภาพ และความมีอำนาจในตน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาที่สนองตอบความต้องการในปัจจุบัน โดยไม่ทำให้ประชาชนรุ่นต่อไปในอนาคต ต้องประนีประนอมยอมลดความสามารถของเขา ในการที่สนองความต้องการของเขาเอง
คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561
การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การพัฒนาประเทศมีหลายแนวทาง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นแนวทางที่ทำให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นระบบ ในฐานะที่มนุษย์เป็นผู้พัฒนา และผู้ถูกพัฒนา ด้วยการยกระดับความสามารถของบุคคล เพิ่มสมรรถภาพในการผลิต ตลอดจนความสามารถที่จะสร้างสรรค์และเสริมสร้างความเป็นผู้นำ โดยวิธีการทางการศึกษา การฝึกอบรม และการวิจัย
การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตั้งอยู่บนสมติฐานที่ว่า
1. ในการพัฒนาประเทศ ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีมากที่สุด มีมากกว่าทรัพยากรอื่นๆ และส่วนใหญ่ถูกใช้ต่ำกว่าระดับ
2. ทักษะ ความรู้ และสมรรถภาพของทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างไม่มีข้อจำกัด และประเทศส่วนมาก ได้พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์เพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติน้อยกว่าความเป็นจริง
3. แม้จะขาดทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางกายถาพ ประเทศก็สามารถใช้กำลังคน เพื่อประโยชน์ในการผลิตและการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิผล
สำหรับเป้าหมาย ในการพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย
1. การใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมการผลิต การพัฒนาทักษะของทรัพยากรมนุษย์จึงต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการผลิต หากสามารถผลิตสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ แสดงถึงการใช้และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทะิผล การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะเน้นความสำคัญของการใช้และการพัฒนาทักษะ ความรู้ และสมรรถภาพเพื่อการผลิตของทรัพยากรมนุษย์
2. การลดการว่างงาน การลดการว่างงานเป็นการยกระดับการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคของผู้ยากไร้ในสังคม การเพิ่มรายได้ของแรงงานส่วนใหญ่ แมัเป็นแต่เพียงรายได้จำนวนเล็กน้อย ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
3. การลดความไม่เท่าเทียมกันในโอกาสและเพิ่มความมั่งคั่ง เป้าหมายข้อนี้หมายรวมถึง การมีสุขภาพดี และมีภาวะโภชนาการที่ดีด้วย
จะเห็นว่าการพัฒนาประเทศโดยยึดแนวทางการะัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนาที่เน้นการพัฒนาทักษะ ความรู้ และสมรรถภาพของกำลังแรงงาน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ก็มิได้ละเลยปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยยอมรับคุณค่าของการพัฒนาวัฒนธรรม การสร้างตวามสำนึกของชุมชน ตลอดจนบทบาทและอุดมการณ์สร้างชาติ
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) มองว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับการศึกษา การฝึกอบรมและการใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เกิดประโยชน์ เพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มพลังให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีอยู่ 5 ประการ ได้แก่ การศึกษา สุขภาพและโภชนาการ สิ่งแวดล้อม การจ้างงาน รวมทั้งเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้ มีความสัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยมีการศึกษาเป็นพื้นฐานของปัจจัยอื่นๆ
การศึกษาเป็นปัจจัยที่จำเป็น ต่อการปรับปรุงสุขภาพและโภชนาการ รักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงคุณภาพของแรงงานให้ดีขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เริ่มจากการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคน ซึ่งจะมีผลผลักดันให้มีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ทำให้เกิดอุปสงค์อุปทานทางการศึกษาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการขยายการศึกษาในลักษณะ "มากขึ้นแบบเดิมๆ (more of the same)" จะกลายเป็นการขยายการว่างงาน หรือการทำงานต่ำกว่าระดับของผู้การศึกษาได้เช่นกัน
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอยู่ตลอดเวลา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องพัฒนาให้มนุษย์มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่พึงประสงค์ และมีความก้าวหน้าได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
และในการ การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นจะต้องตระหนักเสมอว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองด้วย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง ทักษะทั้งหมดของมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
UNESCO
*********************************************************************************
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นระบบ ในฐานะที่มนุษย์เป็นผู้พัฒนา และผู้ถูกพัฒนา ด้วยการยกระดับความสามารถของบุคคล เพิ่มสมรรถภาพในการผลิต ตลอดจนความสามารถที่จะสร้างสรรค์และเสริมสร้างความเป็นผู้นำ โดยวิธีการทางการศึกษา การฝึกอบรม และการวิจัย
การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตั้งอยู่บนสมติฐานที่ว่า
1. ในการพัฒนาประเทศ ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีมากที่สุด มีมากกว่าทรัพยากรอื่นๆ และส่วนใหญ่ถูกใช้ต่ำกว่าระดับ
2. ทักษะ ความรู้ และสมรรถภาพของทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างไม่มีข้อจำกัด และประเทศส่วนมาก ได้พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์เพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติน้อยกว่าความเป็นจริง
3. แม้จะขาดทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางกายถาพ ประเทศก็สามารถใช้กำลังคน เพื่อประโยชน์ในการผลิตและการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิผล
สำหรับเป้าหมาย ในการพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย
1. การใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมการผลิต การพัฒนาทักษะของทรัพยากรมนุษย์จึงต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการผลิต หากสามารถผลิตสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ แสดงถึงการใช้และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทะิผล การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะเน้นความสำคัญของการใช้และการพัฒนาทักษะ ความรู้ และสมรรถภาพเพื่อการผลิตของทรัพยากรมนุษย์
2. การลดการว่างงาน การลดการว่างงานเป็นการยกระดับการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคของผู้ยากไร้ในสังคม การเพิ่มรายได้ของแรงงานส่วนใหญ่ แมัเป็นแต่เพียงรายได้จำนวนเล็กน้อย ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
3. การลดความไม่เท่าเทียมกันในโอกาสและเพิ่มความมั่งคั่ง เป้าหมายข้อนี้หมายรวมถึง การมีสุขภาพดี และมีภาวะโภชนาการที่ดีด้วย
จะเห็นว่าการพัฒนาประเทศโดยยึดแนวทางการะัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนาที่เน้นการพัฒนาทักษะ ความรู้ และสมรรถภาพของกำลังแรงงาน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ก็มิได้ละเลยปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยยอมรับคุณค่าของการพัฒนาวัฒนธรรม การสร้างตวามสำนึกของชุมชน ตลอดจนบทบาทและอุดมการณ์สร้างชาติ
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) มองว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับการศึกษา การฝึกอบรมและการใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เกิดประโยชน์ เพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มพลังให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีอยู่ 5 ประการ ได้แก่ การศึกษา สุขภาพและโภชนาการ สิ่งแวดล้อม การจ้างงาน รวมทั้งเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้ มีความสัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยมีการศึกษาเป็นพื้นฐานของปัจจัยอื่นๆ
การศึกษาเป็นปัจจัยที่จำเป็น ต่อการปรับปรุงสุขภาพและโภชนาการ รักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงคุณภาพของแรงงานให้ดีขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เริ่มจากการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคน ซึ่งจะมีผลผลักดันให้มีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ทำให้เกิดอุปสงค์อุปทานทางการศึกษาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการขยายการศึกษาในลักษณะ "มากขึ้นแบบเดิมๆ (more of the same)" จะกลายเป็นการขยายการว่างงาน หรือการทำงานต่ำกว่าระดับของผู้การศึกษาได้เช่นกัน
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอยู่ตลอดเวลา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องพัฒนาให้มนุษย์มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่พึงประสงค์ และมีความก้าวหน้าได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
และในการ การพัฒนาประเทศตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นจะต้องตระหนักเสมอว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองด้วย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง ทักษะทั้งหมดของมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
UNESCO
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561
ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนา คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น มีความรู้ เพิ่มทักษะและสมรรถนะ ที่เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งการพัฒนาตนเอง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม
ทรัพยากรมนุษย์เริ่มได้รับความสนใจราวๆช่วงปี พ.ศ. 2493 เนื่องจากมีการวิจัยพบว่า การเพิ่มคุณภาพของแรงงานด้วยการให้การศึกษาและการฝึกอบรม เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
ประกอบกับยุคสมัยของการเป็นอาณานิคมยุติลง ทำให้ประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ๆ ต้องหันมาสนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพต่างๆ เพื่อทดแทนคนต่างชาติที่เคยประกอบวิชาชีพเหล่านั้น รวมทั้งความต้องการเร่งรัดการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดแรงกดดันให้ประเทศต้องรีบเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ขาดแคลน ตลอดจนสาขาที่มีความต้องการเร่งด่วน
นอกจากนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ขีดจำกัดของการพัฒนาประเทศ ไม่ได้อยู่ที่เงินเพื่อการลงทุน แต่อยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์ จึงทำให้เพิ่มความสนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น
ทรัพยากรมนุษย์ได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยค่อยๆเปลี่ยนความสำคัญจากทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องจักร มาเป็นทักษะของมนุษย์ที่เป็นรากฐานการผลิต คุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ในแง่ของเศรษฐกิจจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไซมอน คุชเนท(Simon Kuznet) ได้ทำการศึกษาและพบว่า สัดส่วนของรายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นจากทรัพยากรอื่น ได้ลดลงจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 25 ในขณะที่ทรัพยากรมนุษย์ช่วยสนับสนุนให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 75
นอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีส่วนสำคัญทีทำให้ทรัพยากรมนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อฐานะและความก้าวหน้าของประเทศมากขึ้น เพราะถ้าหากทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนาอย่างดี และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะดำเนินไปด้วยดี สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้
ในเรื่องของการวัดระดับการพัฒนาประเทศก็เช่นกัน ทรัพยากรมนุษย์ได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นตัวบ่งชี้การพัฒนาที่สำคัญ หากประเทศใดที่ทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนาไม่เต็มที่ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งคนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นไม่รู้หนังสือ ขาดทักษะที่จำเป็๋น มีผลิตภาพต่ำ ความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งด้านอาชีพและด้านการค้ามีจำกัด การสร้างผู้ประกอบการขาดประสิทธิผล ประชากรมีค่านิยมตามประเพณีและสถาบันทางสังคมแบบดั้งเดิม ทำให้การจูงใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงลดลง
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ทรัพยากมนุษย์อย่างมีประสิทธิผลเป็นที่น่าประทับใจ คือ ประเทศเกาหลีใต้ มีผลที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่สูง สำหรับสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในระยะแรกนั้น ประกอบด้วย
1. ระบบการศึกษาที่มีการพัฒนาอย่างดี ประสบความสำเร็จในการจัดประถมศึกษาสำหรับทุกคน ประชากรมีความสามารถในการบริหารจัดการและการประกอบการ
2. ส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกที่เน้นการใช้แรงงานอย่างจริงจัง โดยไม่สนับสนุนการผลิตที่เน้นการใช่ทุน
3. รักษาระดับค่าจ้างและเงินเดือนของภาคเศรษฐกิจระดับกลางและภาคทันสมัย ให้อยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ
4. ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน พร้อมๆไปกับการปฏิรูปที่ดินและการทำฟาร์มขนาดเล็ก
5. มีการผลิตกำลังคนที่มีการศึกษาสูง ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิผล
ในปีพ.ศ. 2508 การพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จัดอยู่ในระดับกลางๆ คืออยู่ระดับที่ 56 จากทั้งหมด 120 ประเทศ โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว เท่ากับ 687 ดอลล่าร์สหรัฐ
แต่ในปี พ.ศ.2530 เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาได้สูงสุดประเทศหนึ่ง มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีจัดอยูในกลุ่มสูงสุดของโลก คือมีรายได้ 2,690 ดอลล่าร์สหรัฐ จัดอยู่ในกลุ่ม 40 ประเทศที่มั่งคั่ง และเป็นประเทศที่พัฒนาได้ดีที่สุด 5 ประเทศแรก
จะเห็นว่า ทรัพยากรมนุษย์โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาที่สำคัญ สามารถนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผล แม้จะไม่เป็นปัจจัยเดียวก็ตาม
จึงสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง จะต้องใช้วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนาที่มุ่งประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนา มีความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ และนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนในที่สุด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง พลังงาน ทักษะ และความรู้ของมนุษย์ที่สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าและ บริการ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม
Frederick H. Harbison
*********************************************************************************
ทรัพยากรมนุษย์เริ่มได้รับความสนใจราวๆช่วงปี พ.ศ. 2493 เนื่องจากมีการวิจัยพบว่า การเพิ่มคุณภาพของแรงงานด้วยการให้การศึกษาและการฝึกอบรม เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
ประกอบกับยุคสมัยของการเป็นอาณานิคมยุติลง ทำให้ประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ๆ ต้องหันมาสนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพต่างๆ เพื่อทดแทนคนต่างชาติที่เคยประกอบวิชาชีพเหล่านั้น รวมทั้งความต้องการเร่งรัดการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดแรงกดดันให้ประเทศต้องรีบเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ขาดแคลน ตลอดจนสาขาที่มีความต้องการเร่งด่วน
นอกจากนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ขีดจำกัดของการพัฒนาประเทศ ไม่ได้อยู่ที่เงินเพื่อการลงทุน แต่อยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์ จึงทำให้เพิ่มความสนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น
ทรัพยากรมนุษย์ได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยค่อยๆเปลี่ยนความสำคัญจากทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องจักร มาเป็นทักษะของมนุษย์ที่เป็นรากฐานการผลิต คุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ในแง่ของเศรษฐกิจจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไซมอน คุชเนท(Simon Kuznet) ได้ทำการศึกษาและพบว่า สัดส่วนของรายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นจากทรัพยากรอื่น ได้ลดลงจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 25 ในขณะที่ทรัพยากรมนุษย์ช่วยสนับสนุนให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 75
นอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีส่วนสำคัญทีทำให้ทรัพยากรมนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อฐานะและความก้าวหน้าของประเทศมากขึ้น เพราะถ้าหากทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนาอย่างดี และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะดำเนินไปด้วยดี สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้
ในเรื่องของการวัดระดับการพัฒนาประเทศก็เช่นกัน ทรัพยากรมนุษย์ได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นตัวบ่งชี้การพัฒนาที่สำคัญ หากประเทศใดที่ทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนาไม่เต็มที่ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งคนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นไม่รู้หนังสือ ขาดทักษะที่จำเป็๋น มีผลิตภาพต่ำ ความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งด้านอาชีพและด้านการค้ามีจำกัด การสร้างผู้ประกอบการขาดประสิทธิผล ประชากรมีค่านิยมตามประเพณีและสถาบันทางสังคมแบบดั้งเดิม ทำให้การจูงใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงลดลง
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ทรัพยากมนุษย์อย่างมีประสิทธิผลเป็นที่น่าประทับใจ คือ ประเทศเกาหลีใต้ มีผลที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่สูง สำหรับสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในระยะแรกนั้น ประกอบด้วย
1. ระบบการศึกษาที่มีการพัฒนาอย่างดี ประสบความสำเร็จในการจัดประถมศึกษาสำหรับทุกคน ประชากรมีความสามารถในการบริหารจัดการและการประกอบการ
2. ส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกที่เน้นการใช้แรงงานอย่างจริงจัง โดยไม่สนับสนุนการผลิตที่เน้นการใช่ทุน
3. รักษาระดับค่าจ้างและเงินเดือนของภาคเศรษฐกิจระดับกลางและภาคทันสมัย ให้อยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ
4. ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน พร้อมๆไปกับการปฏิรูปที่ดินและการทำฟาร์มขนาดเล็ก
5. มีการผลิตกำลังคนที่มีการศึกษาสูง ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิผล
ในปีพ.ศ. 2508 การพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จัดอยู่ในระดับกลางๆ คืออยู่ระดับที่ 56 จากทั้งหมด 120 ประเทศ โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว เท่ากับ 687 ดอลล่าร์สหรัฐ
แต่ในปี พ.ศ.2530 เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาได้สูงสุดประเทศหนึ่ง มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีจัดอยูในกลุ่มสูงสุดของโลก คือมีรายได้ 2,690 ดอลล่าร์สหรัฐ จัดอยู่ในกลุ่ม 40 ประเทศที่มั่งคั่ง และเป็นประเทศที่พัฒนาได้ดีที่สุด 5 ประเทศแรก
จะเห็นว่า ทรัพยากรมนุษย์โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาที่สำคัญ สามารถนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผล แม้จะไม่เป็นปัจจัยเดียวก็ตาม
จึงสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง จะต้องใช้วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนาที่มุ่งประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนา มีความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ และนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนในที่สุด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง พลังงาน ทักษะ และความรู้ของมนุษย์ที่สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าและ บริการ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม
Frederick H. Harbison
*********************************************************************************
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561
ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา
หากจะมองย้อนกลับไปดูระบบการศึกษา จะเห็นว่า การศึกษาเป็นระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงานและใช้เงินภาษีอากรมากที่สุด ร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาถูกจ่ายเป็นค่าจ้างและเงินเดือน
นอกจากนั้น การศึกษายังเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถยกระดับขึ้นได้ด้วยตนเอง การขยายการศึกษาชั้นประถมศึกษาทำให้เกิดแรงผลักดันที่จะขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษา เพิ่มผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดอุดมศึกษามากขึ้น และเมื่อขยายระดับอุดมศึกษาทำให้เกิดบัณฑิตศึกษามากขึ้น กลายเป็นความต้องการทางการศึกษาที่ไม่รู้จักพอ
การศึกษาเองก็ทำให้เกิดอุปสงค์ทางการศึกษา การศึกษายิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไร ประชาชนจะยิ่งต้องการการศึกษามากขึ้นเท่านั้น แต่การเจริญเติบโตทางการศึกษามีลักษณะ"เพิ่มขึ้นแบบเดิมๆ"ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางศึกษาที่เกิดจากระบบการศึกษาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาจึงเกิดขึ้น
สำหรับปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และแต่ละกลุ่มจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
1.ผลผลิตของระบบการศึกษา เกือบทุกประเทศต่างมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมายการประถมศึกษาสำหรับทุกคน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้เร็วแค่ไหน เพราะในระยะแรกของการพัฒนา ความสำคัญตกอยู่ที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนระดับสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนามากๆ และการขยายการศึกษาระดับประถมศึกษาเองก็จำเป็นจะต้องใช้ครู ซึงผลิตโดยระดับอุดมศึกษา
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ไม่มีประเทศใดที่สามารถบรรลุการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคนได้โดยปราศจากการลงทุนทางการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป
ไม่มีใครแย้งความคิดที่ว่า เด็กทุกๆคนควรมีโอกาสเรียนการศึกษาระดับประถมศึกษา แต่การจัดการศึกษาให้เด็กด้วยครูที่ไม่มีคุณภาพ ขาดตำราเรียน และอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมไม่เพียงพอ จะเป็นการหลอกลวงมากกว่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องคุณภาพของเด็กนักเรียน
ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เกิดปัญหาว่าจะเลือกการขยายโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำอย่างรวดเร็ว หรือจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างช้าๆ แต่พบว่ามักจะเลือกประการแรก ทั้งนี้เพราะเกิดจากความกดดันทางการเมือง และเมื่อขยายการศึกษาระดับประถมศึกษา ความกดดันที่จะให้ขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปจะตามมา ผลก็คือจะได้ผู้เรียนที่จบจากระดับประถมศึกษาที่ด้อยคุณภาพ เพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา ทำให้ได้ผู้จบการศึกษาในระบบของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ไม่ค่อยจะตรงกับความความต้องการของประเทศ
2. การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แทบทุกประเทศ จะพบว่าเด็กในเมืองมีโอกาสที่จะเรียนในโรงเรียนที่ดีกว่าเด็กในชนบท และกรณีที่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยจะได้ประโยชน์กว่า การศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นระบบการศึกษาสำหรับคนส่วนน้อยโดยค่าใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ และหากพิจารณาในเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา จะพบว่าเป็นความเท่าเทียมกันในเชิงปริมาณมากกว่าเท่าเทียมกันในเชิงคุณภาพ
3. จุดมุ่งของการศึกษา ในประเทศกำลังพัฒนาแทบจะทุกประเทศ จุดมุ่งของการศึกษาในระบบจะมีปัญหาว่าจะสอนอะไร จะเน้นเรื่องอะไร จะเรียนวิชาใด สาขาใด และมีเกณฑ์อะไรที่จะบอกว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งผลผลิตทางการศึกษาไม่เหมือนผลผลิตของระบบอื่นๆที่มีความชัดเจน
ในเรื่องโอกาสและจุดมุ่งทางการศึกษา จะต้องสามารถวัดได้จากคุณภาพไม่ใช่วัดจากค่านิยม แต่เป็นเรื่องยากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพราะในประเทศกำลังพัฒนา การได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมีผลอย่างสำคัญต่อการมีรายได้สูง มีตำแหน่งสูง และการมีอำนาจ มากกว่ากรณีของประเทศพัฒนา การที่มีคนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจึงไม่ได้หมายความว่า จะได้ผู้จบการศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ
ประกอบกับในสถาบันอุดมศึกษาเองก็พอใจที่จะสอนวิชาศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กฎหมาย และสังคมศาสตร์มากกว่าที่จะเปิดสอนวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จนกลายเป็นคุณลักษณะของมหาวิทยาลัยในประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ที่ผลิตแพทย์ วิศวกร และบุคลากรที่เกี่ยวกับช่างเทคนิคน้อยมาก แต่ผลิตนักกฎหมาย ศิลปะ และนักมนุษยศาสตร์มากเกินพอ มากจนทำให้เกิดการว่างงานของผู้มีการศึกษา
นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า การศึกษาระดับมัธยมศึกษาไม่สามารถเตรียมนักศึกษาเพื่อเรียนสาขาวิชาที่มีคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นฐานได้ ที่เป็นเช่นนี้ อาจมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าสาขาอื่นๆ หรืออาจจะเป็นเพราะการจัดการศึกษาที่ทีคุณภาพต่ำให้กับคนส่วนมากง่ายกว่าที่จะสอนวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
4. การจัดสรรงบประมาณ ประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เพิ่มการศึกษาในระบบ เหตุผลสำคัญก็คือ มีเด็กในวัยเรียนเพิ่มขึ้น มีอัตราผู้เข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกระดับ ประกอบกับแรงกดดันให้ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศกำลังพัฒนารุนแรงมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่อาจจัดสรรงบประมาณได้อย่างเป็นธรรมเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาได้
5. ข้อจำกัดขององค์การและคน เป็นการไม่ถูกต้องนักที่สรุปว่า ในการจัดการการศึกษา ข้อจำกัดทางการเงินสำคัญที่สุด ซึ่งความจริงแล้ว ทรัพยากมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูอาจารย์และผู้บริหารเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การศึกษาไม่สามารเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนไม่สามารถปรับปรุงการศึกษาในระบบให้ดีขึ้น
ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูง คือขาดครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีสมรรถนะ ทำให้ยากที่จะพัฒนาการศึกษาในยุคสารสนเทศได้
ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่เกิดจากการขยายตัวทางการศึกษาอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับไทยก็มีปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาไม่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ปัญหาที่ควรแก้ไขอย่างเร่งรัด คือเรื่องความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีลักษณะเสมอภาคในเชิงปริมาณ แต่ขาดความเสมอภาคในเชิงคุณภาพ ด้วยการจัดการศึกษา ให้เด็กในชนบทได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนที่คุณภาพเท่าเทียมกับเด็กในเมือง เพื่อช่วยให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นทั้งระบบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
จงระวังความรู้ที่ผิดๆ เพราะความชั่วร้ายทั้งมวลเกิดจากสิ่งนี้
*********************************************************************************
นอกจากนั้น การศึกษายังเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถยกระดับขึ้นได้ด้วยตนเอง การขยายการศึกษาชั้นประถมศึกษาทำให้เกิดแรงผลักดันที่จะขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษา เพิ่มผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดอุดมศึกษามากขึ้น และเมื่อขยายระดับอุดมศึกษาทำให้เกิดบัณฑิตศึกษามากขึ้น กลายเป็นความต้องการทางการศึกษาที่ไม่รู้จักพอ
การศึกษาเองก็ทำให้เกิดอุปสงค์ทางการศึกษา การศึกษายิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไร ประชาชนจะยิ่งต้องการการศึกษามากขึ้นเท่านั้น แต่การเจริญเติบโตทางการศึกษามีลักษณะ"เพิ่มขึ้นแบบเดิมๆ"ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางศึกษาที่เกิดจากระบบการศึกษาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาจึงเกิดขึ้น
สำหรับปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และแต่ละกลุ่มจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
1.ผลผลิตของระบบการศึกษา เกือบทุกประเทศต่างมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมายการประถมศึกษาสำหรับทุกคน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้เร็วแค่ไหน เพราะในระยะแรกของการพัฒนา ความสำคัญตกอยู่ที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนระดับสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนามากๆ และการขยายการศึกษาระดับประถมศึกษาเองก็จำเป็นจะต้องใช้ครู ซึงผลิตโดยระดับอุดมศึกษา
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ไม่มีประเทศใดที่สามารถบรรลุการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคนได้โดยปราศจากการลงทุนทางการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป
ไม่มีใครแย้งความคิดที่ว่า เด็กทุกๆคนควรมีโอกาสเรียนการศึกษาระดับประถมศึกษา แต่การจัดการศึกษาให้เด็กด้วยครูที่ไม่มีคุณภาพ ขาดตำราเรียน และอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมไม่เพียงพอ จะเป็นการหลอกลวงมากกว่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องคุณภาพของเด็กนักเรียน
ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เกิดปัญหาว่าจะเลือกการขยายโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำอย่างรวดเร็ว หรือจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างช้าๆ แต่พบว่ามักจะเลือกประการแรก ทั้งนี้เพราะเกิดจากความกดดันทางการเมือง และเมื่อขยายการศึกษาระดับประถมศึกษา ความกดดันที่จะให้ขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปจะตามมา ผลก็คือจะได้ผู้เรียนที่จบจากระดับประถมศึกษาที่ด้อยคุณภาพ เพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา ทำให้ได้ผู้จบการศึกษาในระบบของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ไม่ค่อยจะตรงกับความความต้องการของประเทศ
2. การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แทบทุกประเทศ จะพบว่าเด็กในเมืองมีโอกาสที่จะเรียนในโรงเรียนที่ดีกว่าเด็กในชนบท และกรณีที่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยจะได้ประโยชน์กว่า การศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นระบบการศึกษาสำหรับคนส่วนน้อยโดยค่าใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ และหากพิจารณาในเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา จะพบว่าเป็นความเท่าเทียมกันในเชิงปริมาณมากกว่าเท่าเทียมกันในเชิงคุณภาพ
3. จุดมุ่งของการศึกษา ในประเทศกำลังพัฒนาแทบจะทุกประเทศ จุดมุ่งของการศึกษาในระบบจะมีปัญหาว่าจะสอนอะไร จะเน้นเรื่องอะไร จะเรียนวิชาใด สาขาใด และมีเกณฑ์อะไรที่จะบอกว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งผลผลิตทางการศึกษาไม่เหมือนผลผลิตของระบบอื่นๆที่มีความชัดเจน
ในเรื่องโอกาสและจุดมุ่งทางการศึกษา จะต้องสามารถวัดได้จากคุณภาพไม่ใช่วัดจากค่านิยม แต่เป็นเรื่องยากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพราะในประเทศกำลังพัฒนา การได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมีผลอย่างสำคัญต่อการมีรายได้สูง มีตำแหน่งสูง และการมีอำนาจ มากกว่ากรณีของประเทศพัฒนา การที่มีคนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจึงไม่ได้หมายความว่า จะได้ผู้จบการศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ
ประกอบกับในสถาบันอุดมศึกษาเองก็พอใจที่จะสอนวิชาศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กฎหมาย และสังคมศาสตร์มากกว่าที่จะเปิดสอนวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จนกลายเป็นคุณลักษณะของมหาวิทยาลัยในประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ที่ผลิตแพทย์ วิศวกร และบุคลากรที่เกี่ยวกับช่างเทคนิคน้อยมาก แต่ผลิตนักกฎหมาย ศิลปะ และนักมนุษยศาสตร์มากเกินพอ มากจนทำให้เกิดการว่างงานของผู้มีการศึกษา
นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า การศึกษาระดับมัธยมศึกษาไม่สามารถเตรียมนักศึกษาเพื่อเรียนสาขาวิชาที่มีคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นฐานได้ ที่เป็นเช่นนี้ อาจมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าสาขาอื่นๆ หรืออาจจะเป็นเพราะการจัดการศึกษาที่ทีคุณภาพต่ำให้กับคนส่วนมากง่ายกว่าที่จะสอนวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
4. การจัดสรรงบประมาณ ประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เพิ่มการศึกษาในระบบ เหตุผลสำคัญก็คือ มีเด็กในวัยเรียนเพิ่มขึ้น มีอัตราผู้เข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกระดับ ประกอบกับแรงกดดันให้ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศกำลังพัฒนารุนแรงมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่อาจจัดสรรงบประมาณได้อย่างเป็นธรรมเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาได้
5. ข้อจำกัดขององค์การและคน เป็นการไม่ถูกต้องนักที่สรุปว่า ในการจัดการการศึกษา ข้อจำกัดทางการเงินสำคัญที่สุด ซึ่งความจริงแล้ว ทรัพยากมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูอาจารย์และผู้บริหารเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การศึกษาไม่สามารเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนไม่สามารถปรับปรุงการศึกษาในระบบให้ดีขึ้น
ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูง คือขาดครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีสมรรถนะ ทำให้ยากที่จะพัฒนาการศึกษาในยุคสารสนเทศได้
ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่เกิดจากการขยายตัวทางการศึกษาอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับไทยก็มีปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาไม่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ปัญหาที่ควรแก้ไขอย่างเร่งรัด คือเรื่องความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีลักษณะเสมอภาคในเชิงปริมาณ แต่ขาดความเสมอภาคในเชิงคุณภาพ ด้วยการจัดการศึกษา ให้เด็กในชนบทได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนที่คุณภาพเท่าเทียมกับเด็กในเมือง เพื่อช่วยให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นทั้งระบบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
จงระวังความรู้ที่ผิดๆ เพราะความชั่วร้ายทั้งมวลเกิดจากสิ่งนี้
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561
บุคลิกภาพมนุษย์ตามทฤษฎีของเชลดอน
บุคลิกภาพ(personality) หมายถึง ผลรวมของคุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติ อุปนิสัย ความสามารถ การพูดจา ลักษณะภายนอก และการปรับตัว
บุคลิกภาพเป็นลักษณะของแต่ละบุคคลที่แสดงให้เห็นเด่นชัด ความเด่นของลักษณะนั้นๆมีเหนือลักษณะอื่นๆ บุคลิกภาพเป็นลักษณะที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม อันมีผลทำให้บุคคลนั้นๆแตกต่างไปจากคนอื่นๆ
เชลดอน(William Sheldon) มีความเชื่อว่า บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลมีความสัมพันธ์กับคุณสมบัติและรูปร่างของบุคคล เชลดอนได้ศึกษาวิเคราะห์รูปร่างของคนจำนวนมาก และสรุปว่า โดยพื้นฐาน มนุษย์มีรูปร่างได้ 3 แบบ คือรูปร่างอ้วน รูปร่างล่ำสัน และรูปร่างผอม
รูปร่างอ้วน มีลักษณะอ้วนเตี้ย หน้ากลม มีเนื้อและไขมันมาก ร่างกายเต็มไปด้วยไขมัน พุงยื่นหนา ชอบสนุกร่าเริง ชอบอยู่สบายๆ เปิดเผย กินเก่งเพราะระบบย่อยทำงานดี มีความเชื่องช้า อืดอาด โกรธง่ายหายเร็ว มีบุคลิกภาพประเภทรักความสะดวกสบาย ชอบสังคม ปล่อยอารมณ์ตามสบาย เป็นคนง่ายแก่การคบหาสมาคมด้วย
รูปร่างล่ำสัน มีรูปร่างแข็งแรง มีมัดกล้ามเนื้อ ร่างกายสมส่วน สง่า ไหล่กว้าง ตะโพกเล็ก ชอบกีฬาการต่อสู้ ชอบผจญภัย กระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว มีน้ำใจเป็นนักกีฬา กำยำล่ำสัน ชอบใช้กำลังหรือก้าวร้าว ขยันขันแข็ง มีพลังงานมาก มีบุคลิกภาพประเภทรักการต่อสู้ผจญภัย ชอบการเสี่ยง มักกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงว่ามีอำนาจและพลังมาก
รูปร่างผอม มีลักษณะเป็นคนผอมสูง เอวบางร่างน้อย กล้ามเนื้อน้อย ไหล่ห่อ นิ้วมือเรียวยาว แขนขายาว ท่าทางบอบบาง ผิวและเส้นผมละเอียด หน้าอกแฟบ ทรวดทรงชะลูด ประสาทไวต่อความรู้สึกมาก ชอบหนีสังคม ไม่ค่อยกล้า ไม่กระตือรือร้น ใจน้อย ชอบสันโดษ ชอบอยู่ตามลำพัง อารมณ์อ่อนไหว วิตกกังวล ช่างคิด มีบุคลิกภาพประเภทไม่ชอบสังคม มีความเครียดอยู่เป็นนิจ ตัดสินใจอะไรรวดเร็ว เด็ดขาด โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ไม่ชอบทำอะไรที่เป็นการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
บุคลิกภาพมนุษย์ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกว่าบุคลิกภาพใดดีกว่า แต่เป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่จะช่วยให้เข้าใจบุคลิกภาพมนุษย์ อันนำไปสู่การเข้าใจทีท่าของมนุษย์ เข้าใจตนเองและผู้อื่น อันจะช่วยให้ดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างปกติสุข
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-
สาระคิด
Some people dream of success ... while others wake up and work hard at it.
Anonymous
*********************************************************************************
บุคลิกภาพเป็นลักษณะของแต่ละบุคคลที่แสดงให้เห็นเด่นชัด ความเด่นของลักษณะนั้นๆมีเหนือลักษณะอื่นๆ บุคลิกภาพเป็นลักษณะที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม อันมีผลทำให้บุคคลนั้นๆแตกต่างไปจากคนอื่นๆ
เชลดอน(William Sheldon) มีความเชื่อว่า บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลมีความสัมพันธ์กับคุณสมบัติและรูปร่างของบุคคล เชลดอนได้ศึกษาวิเคราะห์รูปร่างของคนจำนวนมาก และสรุปว่า โดยพื้นฐาน มนุษย์มีรูปร่างได้ 3 แบบ คือรูปร่างอ้วน รูปร่างล่ำสัน และรูปร่างผอม
รูปร่างอ้วน มีลักษณะอ้วนเตี้ย หน้ากลม มีเนื้อและไขมันมาก ร่างกายเต็มไปด้วยไขมัน พุงยื่นหนา ชอบสนุกร่าเริง ชอบอยู่สบายๆ เปิดเผย กินเก่งเพราะระบบย่อยทำงานดี มีความเชื่องช้า อืดอาด โกรธง่ายหายเร็ว มีบุคลิกภาพประเภทรักความสะดวกสบาย ชอบสังคม ปล่อยอารมณ์ตามสบาย เป็นคนง่ายแก่การคบหาสมาคมด้วย
รูปร่างล่ำสัน มีรูปร่างแข็งแรง มีมัดกล้ามเนื้อ ร่างกายสมส่วน สง่า ไหล่กว้าง ตะโพกเล็ก ชอบกีฬาการต่อสู้ ชอบผจญภัย กระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว มีน้ำใจเป็นนักกีฬา กำยำล่ำสัน ชอบใช้กำลังหรือก้าวร้าว ขยันขันแข็ง มีพลังงานมาก มีบุคลิกภาพประเภทรักการต่อสู้ผจญภัย ชอบการเสี่ยง มักกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงว่ามีอำนาจและพลังมาก
รูปร่างผอม มีลักษณะเป็นคนผอมสูง เอวบางร่างน้อย กล้ามเนื้อน้อย ไหล่ห่อ นิ้วมือเรียวยาว แขนขายาว ท่าทางบอบบาง ผิวและเส้นผมละเอียด หน้าอกแฟบ ทรวดทรงชะลูด ประสาทไวต่อความรู้สึกมาก ชอบหนีสังคม ไม่ค่อยกล้า ไม่กระตือรือร้น ใจน้อย ชอบสันโดษ ชอบอยู่ตามลำพัง อารมณ์อ่อนไหว วิตกกังวล ช่างคิด มีบุคลิกภาพประเภทไม่ชอบสังคม มีความเครียดอยู่เป็นนิจ ตัดสินใจอะไรรวดเร็ว เด็ดขาด โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ไม่ชอบทำอะไรที่เป็นการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
บุคลิกภาพมนุษย์ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกว่าบุคลิกภาพใดดีกว่า แต่เป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่จะช่วยให้เข้าใจบุคลิกภาพมนุษย์ อันนำไปสู่การเข้าใจทีท่าของมนุษย์ เข้าใจตนเองและผู้อื่น อันจะช่วยให้ดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างปกติสุข
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-
สาระคิด
Some people dream of success ... while others wake up and work hard at it.
Anonymous
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561
บุคลิกภาพมนุษย์ตามทฤษฎีของจุง
บุคลิกภาพ(personality) หมายถึง แบบแผนของพฤติกรรมที่มีลักษณะคงที่ เป็นพฤติกรรมที่ขึ้นอยู่กับรากฐานของความคิด ความรู้สึก และการรับรู้
จุง(Carl G. Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส ซึ่งศึกษาและพัฒนาจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ ได้แบ่งบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น บุคลิกภาพแบบเก็บตัว (introvert) และ บุคลิกภาพแบบแสดงตัว(extravert)
บุคลิกภาพแบบเก็บตัว เป็นบุคลิกภาพที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบมีเพื่อนมาก ยึดมั่นความรู้สึกของตัวเอง บางขณะจะรู้สึกว้าเหว่า ชอบอยู่ตามลำพัง สันโดษ ชอบอ่านหนังสือ เหงา จิตใจไม่มั่นคง รุนแรง ชอบคิดแต่เรื่องเกี่ยวกับตนเอง เก็บความรู้สึกได้เก่ง ไม่ชอบทำตัวเด่นเมื่อออกสังคม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบทำอะไรตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม มีหลักการที่แน่นอนในการที่จะควบคุมตนเอง มีความเชื่อมั่นตนเองสูง ในสายตาของคนอื่นเห็นว่ามีลักษณะเย็นชา กล่าวโดยสรุปผู้มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว มีลักษณะดังนี้
+ชอบทำงานเงียบๆคนเดียว ไม่ชอบปรึกษาหารือ และทำงานได้ดี
+มีความวิตกเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น กลัวคนนินทาว่าร้าย กลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ เป็นต้น
+ชอบสนใจข่าวลือ
+ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น
+ชอบเขียนมากกว่าพูด
+ชอบนั่งเฉยๆ นั่งคิดอยู่คนเดียว
+ชอบให้ยกยอ ยุขึ้น ชอบคำชมเชย
+ถือตนเองเป็นศูนย์กลาง คนอื่นเป็นตัวประกอบเท่านั้น
บุคลิกภาพแบบแสดงตัว เป็นลักษณะของบุคคลที่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลภายนอก มีเป้าหมายที่เป็นจริงมาก ชอบหาประสบการณ์ด้วยตนเอง ชอบเข้าสังคม ชอบมีเพื่อนมาก ชอบพูดมากกว่าฟัง ช่างพูด จิตใจมั่นคง ร่าเริงแจ่มใส ปรับตัวได้ดี แสดงคว่ามก้าวร้าวได้รุนแรง ขาดการควบคุมอารมณ์ ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบเผชิญกับปัญหาต่างๆ ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ เปลี่ยนแปลงความเคยชินหรือลักษณะนิสัยของตนเองได้ง่าย กล่าวโดยสรุป ผู้มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว มีลักษณะดังนี้
+ถือสังคมเป็นศูนย์กลาง ไม่ทำอะไรตามใจตัว
+ชอบทำงานเป็นหมู่พวก เป็นนักประชาธิปไตย
+คิดและทำตามหลักความจริง ตามข้อมูลต่างๆที่ได้มาจริงๆ
+ไม่สนใจตัวเองมากนัก
+เป็นคนทันสมัย พร้อมที่จะเปลี่ยน ไม่ดึงดันยึดมั่นในอุดมการณ์เก่าๆ
+มีอารมณ์ดี สนุกสนาน ไม่เครียดกับการใช้ความคิด
+ทำอะไรทำจริงจัง ทุ่มเททุกอย่าง
+ชอบคิดถึงอดีต
+ชอบหยอกล้อ
ส่วนพวกที่อยู่กลางๆ จะมีบุคลิกภาพแบบกลางๆ(ambivert) เป็นพวกที่ไม่เก็บตัวหรือแสดงตัวมากเกินไป
ในปี พ.ศ.2464 จุงได้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "รูปแบบทางจิตวิทยา(psychological Types)" ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
1. พวกช่างคิด เป็นพวกที่รู้จักจำแนกแยกแยะข้อเท็จจริง สนใจศีลธรรมปรัชญา พวกนี้มีความคิดดี พยายามค้นคว้าหาความรู้ใส่ตน
2. พวกชอบแสดงออกตามความรู้สึก เป็นพวกที่ชอบแสดงออกตามความเป็นจริง มีอารมณ์รุนแรง
3. พวกสนใจแต่ความรู้สึกของตน เป็นพวกที่ไม่เคร่งครัดระเบียบ ไม่มีวินัยในตนเอง เป็นประเภทนึกเอาเอง และมักมีพฤคิกรรมที่คิดไม่ถึง
4. พวกรู้สึกเร็ว เป็นพวกที่แสดงกิริยาตอบรับเร็ว ไม่ค่อยมีปรัญาชีวิต ทำอะไรลงไปตามอำนาจความรู้สึกมากกว่าใช้ความคิด
ทฤษฎีบุคลิกภาพของจุงที่กล่าวมานี้ เป็นทฤษฎีที่มีมานาน แต่ยังนิยมใช้อ้างอิงกันอยู่ เพราะช่วยให้ทุกคนเข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจโครงสร้างทางจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง
อย่างก็ตาม บุคลิกภาพของมนุษย์ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกว่าบุคลิกภาพใดดีกว่า เพียงแต่ต้องการจำแนกให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคลิกภาพมนุษย์เท่านั้นเอง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส ด้วยอวัยวะสัมผัส
*********************************************************************************
จุง(Carl G. Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส ซึ่งศึกษาและพัฒนาจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ ได้แบ่งบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น บุคลิกภาพแบบเก็บตัว (introvert) และ บุคลิกภาพแบบแสดงตัว(extravert)
บุคลิกภาพแบบเก็บตัว เป็นบุคลิกภาพที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบมีเพื่อนมาก ยึดมั่นความรู้สึกของตัวเอง บางขณะจะรู้สึกว้าเหว่า ชอบอยู่ตามลำพัง สันโดษ ชอบอ่านหนังสือ เหงา จิตใจไม่มั่นคง รุนแรง ชอบคิดแต่เรื่องเกี่ยวกับตนเอง เก็บความรู้สึกได้เก่ง ไม่ชอบทำตัวเด่นเมื่อออกสังคม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบทำอะไรตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม มีหลักการที่แน่นอนในการที่จะควบคุมตนเอง มีความเชื่อมั่นตนเองสูง ในสายตาของคนอื่นเห็นว่ามีลักษณะเย็นชา กล่าวโดยสรุปผู้มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว มีลักษณะดังนี้
+ชอบทำงานเงียบๆคนเดียว ไม่ชอบปรึกษาหารือ และทำงานได้ดี
+มีความวิตกเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น กลัวคนนินทาว่าร้าย กลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ เป็นต้น
+ชอบสนใจข่าวลือ
+ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น
+ชอบเขียนมากกว่าพูด
+ชอบนั่งเฉยๆ นั่งคิดอยู่คนเดียว
+ชอบให้ยกยอ ยุขึ้น ชอบคำชมเชย
+ถือตนเองเป็นศูนย์กลาง คนอื่นเป็นตัวประกอบเท่านั้น
บุคลิกภาพแบบแสดงตัว เป็นลักษณะของบุคคลที่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลภายนอก มีเป้าหมายที่เป็นจริงมาก ชอบหาประสบการณ์ด้วยตนเอง ชอบเข้าสังคม ชอบมีเพื่อนมาก ชอบพูดมากกว่าฟัง ช่างพูด จิตใจมั่นคง ร่าเริงแจ่มใส ปรับตัวได้ดี แสดงคว่ามก้าวร้าวได้รุนแรง ขาดการควบคุมอารมณ์ ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบเผชิญกับปัญหาต่างๆ ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ เปลี่ยนแปลงความเคยชินหรือลักษณะนิสัยของตนเองได้ง่าย กล่าวโดยสรุป ผู้มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว มีลักษณะดังนี้
+ถือสังคมเป็นศูนย์กลาง ไม่ทำอะไรตามใจตัว
+ชอบทำงานเป็นหมู่พวก เป็นนักประชาธิปไตย
+คิดและทำตามหลักความจริง ตามข้อมูลต่างๆที่ได้มาจริงๆ
+ไม่สนใจตัวเองมากนัก
+เป็นคนทันสมัย พร้อมที่จะเปลี่ยน ไม่ดึงดันยึดมั่นในอุดมการณ์เก่าๆ
+มีอารมณ์ดี สนุกสนาน ไม่เครียดกับการใช้ความคิด
+ทำอะไรทำจริงจัง ทุ่มเททุกอย่าง
+ชอบคิดถึงอดีต
+ชอบหยอกล้อ
ส่วนพวกที่อยู่กลางๆ จะมีบุคลิกภาพแบบกลางๆ(ambivert) เป็นพวกที่ไม่เก็บตัวหรือแสดงตัวมากเกินไป
ในปี พ.ศ.2464 จุงได้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "รูปแบบทางจิตวิทยา(psychological Types)" ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
1. พวกช่างคิด เป็นพวกที่รู้จักจำแนกแยกแยะข้อเท็จจริง สนใจศีลธรรมปรัชญา พวกนี้มีความคิดดี พยายามค้นคว้าหาความรู้ใส่ตน
2. พวกชอบแสดงออกตามความรู้สึก เป็นพวกที่ชอบแสดงออกตามความเป็นจริง มีอารมณ์รุนแรง
3. พวกสนใจแต่ความรู้สึกของตน เป็นพวกที่ไม่เคร่งครัดระเบียบ ไม่มีวินัยในตนเอง เป็นประเภทนึกเอาเอง และมักมีพฤคิกรรมที่คิดไม่ถึง
4. พวกรู้สึกเร็ว เป็นพวกที่แสดงกิริยาตอบรับเร็ว ไม่ค่อยมีปรัญาชีวิต ทำอะไรลงไปตามอำนาจความรู้สึกมากกว่าใช้ความคิด
ทฤษฎีบุคลิกภาพของจุงที่กล่าวมานี้ เป็นทฤษฎีที่มีมานาน แต่ยังนิยมใช้อ้างอิงกันอยู่ เพราะช่วยให้ทุกคนเข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจโครงสร้างทางจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง
อย่างก็ตาม บุคลิกภาพของมนุษย์ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกว่าบุคลิกภาพใดดีกว่า เพียงแต่ต้องการจำแนกให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคลิกภาพมนุษย์เท่านั้นเอง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส ด้วยอวัยวะสัมผัส
*********************************************************************************
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)