วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ข้อเตือนใจในการที่จะเอาชนะปัญหา

ปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าสามารถแก้ปัญหาได้ ชีวิตจะพัฒนาไปด้วยดี

กระบวนการแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับทักษะ ซึ่งทักษะเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ การเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา จะต้องเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหา โดยเริ่มตั้งแต่การตระหนักว่ามีปัญหา จนไปถึงการประเมินผล

และจะต้องเชื่อว่าปัญหาคือโอกาส และทุกปัญหามีวิธีแก้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่เคยปลอดจากปัญหา เครื่องหมายแห่งความสำเร็จคือการจัดการกับปัญหาอย่างมีประสิทธิผล

สำหรับข้อเตือนใจที่การที่จะเอาชนะปัญหาสรุปได้ดังนี้

1. อย่ากลัวปัญหา เพราะความกลัวเป็นความคิดในเชิงลบ และความคิดในเชิงลบไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา จิตใจที่สงบ จะแก้ปัญหาได้ดีกว่าจิตใจที่วิตกกังวล

2. รู้จักศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา  หากคิดเองไม่ได้ ให้ขอคำแนะนำ รู้จักรับความจริงและทำประเด็นของปัญหาให้ชัดเจน

3. เน้นที่วิธีแก้ปัญหา คนส่วนมากสนใจแต่ปัญหา ไม่คิดถึงวิธีแก้ปัญหา และอย่าพยายามตำหนิตนเอง คนอื่น หรือสิ่งแวดล้อม  เพราะหากพิจารณาให้รอบคอบ จะพบว่าปัญหาใหม่ๆหลายปัญหา สามารแก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ

4. ดำเนินการแก้ปัญหาจากสิ่งที่รู้ไปยังสิ่งที่ไม่รู้ จงใช้ความรู้ที่มีอยู่และวิธีแก้ปัญหาที่เคยใช้ เพื่อนำมาแก้ปัญหาในปัจจุบัน

5. เลือกวิธีแก้ปัญหาที่เกิดผลดีกับคนอื่นและตนเอง เพราะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์และเกิดผลดีกับทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง

6. ลงมือแก้ปัญหา ยิ่งลงมืแก้ปัญหาเร็วเท่าไรปัญหาจะยิ่งแก้ได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น จงลงมือแก้ปัญหาแม้ว่าจำเป็นจะต้องเสี่ยง

เมื่อใดที่มีปัญหาและทำให้เกิดความท้อถอย ขอให้ไปที่โรงพยาบาล หรือไปหาเพื่อนที่มีปัญหามากกว่า แล้วจะพบว่าปัญหาที่ตนเองมีอยู่ไม่มากกมายหรือซับซ้อนเท่ากับปัญหาของคนเหล่านั้น

การแก้ปัญหาที่สนุกจะเพิ่มรสชาติให้กับชีวิต ข้อสำคัญคืออย่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่จงเป็นส่วนหนึ่งของวิธีแก้ปัญหา
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                             สาระคิด

             คนที่ฉลาด คือคนที่สามารถแก้ปัญหา ก่อนที่ปัญหาจะใหญ่โตจนไม่สามารถที่จะแก้ไขได้

*********************************************************************************


วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

วิธีแก้ปัญหาเพื่อจัดการกับความต้องการที่ขัดแย้ง

วิธีแก้ปัญหาเพื่อจัดการกับความต้องการที่ขัดแย้ง เป็นวิธีการร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหา วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความต้องการที่ขัดแย้งกัน จึงต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหา จะได้สนองความต้องการของแต่ละคน การแก้ปัญหาวิธีนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดปัญหาใหม่ ทางเลือกใหม่ๆ และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เหลื่อมล้ำกันอยู่  เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะไม่มีใครต้องเสีย ไม่มีใครต้องยอม เนื่องจากทุกคนหรือทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์

วิธีร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหา สามารถนำไปใช้ได้ทั้งปัญหาระหว่างบุคคล ครอบครัว องค์การ และระหว่างสังคม วิธีร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้ทักษะการฟัง การยืนยัน และวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง

วิธีแก้ปัญหาเพื่อจัดการกับความต้องการที่ขัดแย้ง มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหาในรูปของความต้องการไม่ใช่ในรูปของวิธีแก้ปัญหา การกำหนดปัญหาที่ถูกต้องจะทำให้ขั้นตอนการแก้ปัญหาในขั้นตอนอื่นๆดำเนินไปได้ และเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายหรือทุกฝ่ายเป็นฝ่ายชนะ(win/win outcome) จึงต้องกำหนดปัญหาในรูปของความต้องการ สนองความพอใจทุกคน การรู้ความต้องการ จะช่วยให้ทราบปัญหาและความต้องการของแต่ละคน ขั้นกำหนดปัญหาจึงเป็นขั้นที่สำคัญและใช้เวลามาก สิ่งที่ต้องยึดถือในขั้นนี้คือ แต่ละคนจะต้องยึดมั่นในความต้องการของตน ฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายอื่น จนกระทั่งเข้าใจความต้องการของคนอื่น แล้วใช้ความต้องการทั้งหมดสรุปปัญหา โดยใช้ประโยคยาวๆ ปัญหาที่กำหนดไว้อย่างดี จะสามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ครึ่งหนึ่ง

ขั้นที่ 2 การระดมสมอง การระดมสมองเป็นวิธีการที่ช่วยให้ได้ความคิดในการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องสร้างความชัดเจน และไม่ต้องประเมิน เป็นความพยายามหาวิธีแก้ปัญหาให้มากที่สุด การระดมสมองก็เพื่อแสดงว่า วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะไม่ได้มีวิธีเดียว

ขั้นที่ 3 เลือกวิธีแก้ปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายได้ดีที่สุด วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะต้องเป็นวิธีการที่ได้รับฉันทามติที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน  ตลอดจนสามารถตรวจสอบผลที่อาจเกิดขึ้นตามมาภายหลัง

ขั้นที่ 4 วางแผนว่าใครจะทำอะไรที่ไหนและเมื่อไร ทุกคนที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาจะต้องตัดสินใจว่า ใครทำอะไร ที่ไหนและเมื่อไร บางครั้งจะต้องตัดสินว่า จะใช้วิธีอะไรด้วย โดยเขียนข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งมีรายละเอียดว่า ใครจะทำอะไร เมื่อไร เพื่อไว้เตือนความจำ

ขั้่นที่ 5 นำแผนไปปฏิบัติ ในการปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติให้เสร็จตามกำหนด และเป็นไปตามข้อตกลง

ขั้นที่ 6 ประเมินกระบวนการแก้ปัญหา เป็นการประเมินเพื่อทราบผลของการแก้ปัญา ว่าดำเนินไปได้ดีเพียงใด  และหากการปฏิบัติตามแผนไม่ได้ผลดีควรมีการแก้ไขอย่างไร และจะมีการแก้ไขและวางแผนใหม่อย่างไร ซึ่งในขั้นนี้ ควรให้มีการอภิปรายประกอบการประเมิน ในเรื่องเกี่ยวกับ ความรู้สึกในกระบวนการแก้ปัญหา มีอะไรที่ชอบและที่ไม่ชอบ มีอะไรไที่ทำให้ไม่สบายใจ สิ่งที่อยากจะพุดแต่ไม่ได้พูด และมีอะไรที่จะทำให้ดีกว่านี้ในโอกาสต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าได้ดำเนินตาม 6 ขั้นตอนแล้วก็ตาม การแก้ปัญหาร่วมกันอาจไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก

          1)ไม่จัดการแก้ปัญหาเรื่องอารมณ์ก่อนเริ่มการแก้ปัญหา ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายหรือกลุ่มมีอารมณ์รุนแรง

          2) การกำนดปัญหาไม่เป็นไปตามความต้องการของแต่ละคน

          3)ในระหว่างระดมสมองมีการขัดจังหวะ ด้วยการประเมิน การวิจารณ์ หรือให้ผู้เสนอยกตัวอย่าง เหล่านี้ทำให้แนวคิดถูกขวางกั้น

          4) ทำรายละเอียดไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความไม่ร่วมมือกัน

          5).ไม่ติดตามผล ทำให้ไม่ทราบความก้าวหน้า

          6) มีการปิดบังซ่อนเร้นสาระสำคัญ เนื่องจากทุกคนไม่ได้เปิดเผยปัญหาและความต้องการของตนออกมาทั้งหมด มีการปิดบังซ่อนเร้น

          7) ดำเนินกระบวนการกลับไปกลับมา เพราะบางครั้งไม่สามารถหาฉันทานุมัติในการแก้ปัญหาได้ จึงต้องกลับไปทบทวนขั้นตอนต้นๆ ทำให้เสียเวลา ทำให้การแก้ปัญหาต้องล่าช้า

จะห็นว่า การแก้ปัญหาจะมีประสิทธิผลได้ นอกจากจะต้องดำเนินตามขั้นตอนในการแก้ปัญหาครบทั้ง 6 ขันตอนแล้ว ยังจะต้องขจัดสาเหตุที่ทำให้การแก้ปัญหาขาดประสิทธิผลอีกด้วย การแก้ปัญหาเพื่อจัดการกับความต้องการที่ขัดแย้งจึงจะประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                         สาระคิด

            บุคคลที่มีสติปัญญาเพื่อความสำเร็จ จะเผชิญกับปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาด้วยความรอบคอบ

*********************************************************************************

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

แนวทางการใช้การเปลี่ยนแปลงให้เป็นวิธีแก้ปัญหา

นการแก้ปัญหา บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง จะช่วยให้ได้วิธีแก้ปัญหาที่มีความหมายมากขึ้น  สำหรับสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้วิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผล ได้แก่

           1. เปลี่ยนแปลงปัญหา เป็นการแก้ปัญหาด้วยการระบุปัญหาใหม่  แทนปัญหาเดิม แต่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพราะมีหลายครั้งที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ ด้วยการกำหนดปัญหาใหม่ให้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้

          2. เปลี่ยนแปลงวิธีกำหนดปัญหา เป็นวิธีแก้ปัญหาที่มองปัญหาจากหลายมุมมอง เช่น หากมองในแง่สังคมศาสตร์อาจแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถ้ามองในแง่พฤติกรรมศาสตร์ หรือมองในเชิงคุณภาพ อาจแก้ปัญหาได้ การเปลี่ยนแปลงวิธีกำหนดปัญหาในข้อนี้ แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงในข้อ 1 ในแง่ที่ว่า ข้อ 1 เปลียนแปลงที่ตัวปัญหา ส่วนข้อนี้ไม่ได้มองที่ตัวปัญหาอย่างเดียว แต่มองลึกลงไปในลักษณะของตัวปัญหา ว่าเป็นปัญหาหาลักษณะใด มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง

           3. เปลี่ยนแปลงวิธีการ การแก้ปัญหาตามข้อนี้ มุ่งที่วิธีการแก้ปัญหา ว่าจะใช้วิธีใด หากวิธีแก้ปัญหาที่คิดไว้ไม่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ ก็หาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ที่สามาถแก้ปัญหาได้ เป็นการมองที่วิธีแก้ปัญหา ก่อนที่จะพยายามแก้ปัญหา

          4.  เปลี่ยนแปลงเกณฑ์  เป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยมองที่เกณฑที่ใช้ในการตัดสินว่า วิธีแก้ปัญหาวิธีใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยเปลี่ยนจากเกณฑ์ที่รับไม่ได้ มาเป็นเกณฑ์ที่สามารถรับได้ เช่น แทนที่จะใช้กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับงบประมาณ หรือเทคโนโลยี  มาใช้เกณฑ์เกี่ยวกับเวลา

          5. เปลี่ยนแปลงข้อจำกัด  เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มองปัญหา ด้วยการตรวจสอบข้อจำกัดก่อนที่จะลงมือแก้ วิธีง่ายๆในการเปลี่ยนแปลงข้อจำกัด เช่น หากมีปัญหายุ่งยากวับซ้อน ก็ให้แก้ปัญหาด้วยการแบ่งปัญหาออกเป็นส่วนๆ  แล้วแก้ปัญหาที่ละส่วน หรือ มองปัญหาให้ไกลไปกว่ากรอบที่กำหนดไว้เดิม การทำอย่างนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อจำกัด ทำให้การแก้ปัญหามีประสิทธิผลมากขึ้น

จะเห็นว่า ปัญหาต่างๆนั้นสามารถแก้ได้ เพียงแต่ผู้ที่ต้องการจะแก้ปัญหา รู้จักที่จะใช้วิธีเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับปัญหานั้นๆ และจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาไม่ใช่เพื่อหนีปัญหา การแก้ปัญหานั้นก็จะประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิผล
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                         สาระคิด

                                                          คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
                                    ส่วนใหญ่เป็นพวกที่แสวงหาปัญหาแล้วหาแนวทางที่จะแก้ไข

*********************************************************************************

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ความต้องการความสัมพันธ์แบบผิดปกติเป็นอย่างไร

ความต้องการในที่นี้ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Need เป็นความต้องการที่จำเป็นขาดไม่ได้ มีความหมายที่กว้าง และลึกกว่า want (ความต้องการ)  Desire (ความปรารถนา) และ Wish (ความมุ่งหวัง)

ความต้องการที่จำเป็น อาจแบ่งเป็น ตวามต้องการทางกาย  เช่น อาหาร น้ำ ฯลฯ ความต้องการทางจิตใจ เช่น ความรัก ความปลอดภัย ฯลฯ และ ความต้องการทางสังคม เช่น ความเป็นพวกเดียวกัน การยกย่องนับถือ ฯลฯ

ที่ว่าเป็นความต้องการที่จำเป็นขาดไม่ได้ ก็เพราะถ้าขาดจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์ รุนแรงสุดก็ถึงแก่ชีวิต เบาหน่อย ก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตไปได้ตามปกติ

ความต้องการความสัมพันธ์แบบผิดปกติ ( neurotic needs) ในทัศนะของ Karen Horney ซึ่งเป็นจิตแพทย์ มีคตวามเห็นว่า เป็นความต้องการที่มีผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ถูกรบกวน  เป็นความต้องการที่ทำให้เกิดความพอใจได้ยาก  เป็นความต้องการที่เป็นไปไม่ได้ เป็นความต้องการที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งภายในตน และจะทำให้ตนเองพ่ายแพ้ในที่สุด

Karen Horney ได้แบ่งความต้องการความสัมพันธ์แบบผิดปกติ ออกเป็น 10 ประการ  ได้แก่

          1) ความต้องการให้คนอื่นรัก และเห็นด้วยอย่างผิดปกติ

          2) ความต้องการที่จะมีคู่ชีวิตที่จะดูแลชีวิตตนเอง

          3) ความต้องการที่จะจำกัดตัวเองอยู่ในวงแคบๆอย่างผิดปกติ

          4) ความต้องการอำนาจอย่างผิดปกติ

          5) ความต้องการเอาเปรียบผู้อื่นจนผิดปกติ

          6) ความต้องการมีเกียรติยศชื่อเสียงจนผิดปกติ

          7) ความต้องการให้มีผู้นิยมตนจนผิดปกติ

          8) ความต้องการความสำเร็จเกินเหตุ

          9) ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเองและเป็นอิสระจนผิดปกติ

         10) ความต้องการที่จะเป็นคนสมบูรณ์แบบ และไม่ยอมให่้ถูกโจมตีจากคนอื่น

จะเห็นว่า ความต้องการความสัมพันธ์ทั้ง 10 ประการ ล้วนแต่เป็นความต้องการความสัมพันธ์ที่ผิดปกติ ซึ่งต่อมา  Horney ได้จำแนกความต้องการแบบผิดปกติ 10 ประการ ดังกล่าว ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความต้องการเข้าหาคนอื่น ความต้องการหนีคนอื่น และ ความต้องการต่อสู้คนอื่น

ด้วยเหตุนี้ การตอบสนองความต้องการแบบผิดปกติเหล่านั้น บุคคลจึงมุ่งไปที่ตนเองและผู้อื่น  ด้วยการที่ ตนเองวิตกกังวลว่าทำอย่างไรให้คนอื่นชอบเพื่อจะได้ไม่เจ็บปวด ทำอย่างไรตนเองจึงเป็นฝ่ายรุกที่ดี และหรือ ด้วยการไม่เข้าใกล้ชิดคนอื่นเพื่อจะได้ไม่เจ็บตัว ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการที่ไม่ปกติ และจะสร้างปัญหาให้กับบุคคลผู้มีความต้องการแบบผิดปกติเหล่านี้

บุคคลใดที่มีความต้องการความสัมพันธ์แบบผิดปกติในลักษณะดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก  เพราะเป็นความต้องการที่เกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจอย่างมาก แต่ต้องใช้ความพยายาม เพราะหากปล่อยไว้จะมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างแน่นอน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                              สาระคิด

                                                    คนอื่นจะคิดอย่างไรกับคุณ ก็ไม่ใช่ธุระของคุณ

                                                                                                 เรจิีนา เบรตต์
*********************************************************************************
                                                                                                          ;

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การสร้างการรู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวกสร้างได้อย่างไร

การรู้คุณค่าแห่งตน(self-esteem)ในเชิงบวก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิต จึงจำเป็นที่บุคคลจะต้องสร้างและพัฒนาการรู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวกเพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดี

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักจิตวิทยาชื่อ Nido R. Qubein   กล่าวว่า การรู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวก สามารถสร้างได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้

          1.เริ่มต้นด้วยความเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายรักตน  โดยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้วางรากฐานที่แข็งแรงให้กับตน เพื่อให้ตนสามารถสร้างคุณค่าแห่งตนในเชิงบวกให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อสงสัย

          2.ยอมรับตนเองทั้งหมดโดยไม่มีข้อสงสัย  การยอมรับตนเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างการรู้คุณค่าแห่งตนที่สำคัญ ที่จะทำให้การรู้คุณค่าแห่งตนสูงขึ้น และต้องเป็นการยอมรับตนเองโดยไม่มีเงื่อนไข

          3.เลิกพูดถึงวิธีการและสิ่งที่ไม่ดีของตนทั้งหมด การวิจารณ์ตนเองในเชิงทำลายเพียงคำเดียว จะทำลายการรู้คุณค่าแห่งตนถึง 10 เท่าของคำวิจารณ์จากคนอื่น คนที่พูดเรื่องที่ไม่ดีเกี่ยวกับตนเองอย่างต่อเนื่อง จะเชื่อในสิ่งที่ตนพูดในที่สุด และเมื่อเชื่อในสิ่งที่พูดแล้วจะทำตามในสิ่งที่เชื่อ ในทำนองเดียวกัน ถ้าบุคคลพูดถึงตัวเองในเชิงบวก จะทำให้บุคคลเชื่อสิ่งเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งมีผลทำให้การรู้คุณค่าแห่งตนเพิ่มขึ้น การสร้างนิสัยที่พูดถึงตนเองในสิ่งดีๆ พบว่าจะทำให้ชอบตนเองมากขึ้น

          4. ทำในสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ให่ระบุสิ่งที่ตนไม่ชอบและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ชอบนั้น โดยจะต้องทำบ่อยๆจนกลายเป็นนิสัย

          5. เรียนรู้ที่จะยอมรับคนอื่นตามที่เขาเป็นและยกย่องเขา ในเชิงสถิติพบว่า ร้อยละ 85 ของคนที่ถูกให้ออกจากงาน มีเหตุมาจากไม่สามารถเข้ากับคนอื่นได้ การเข้า่กับคนอื่น หมายถึงการยอมรับคนอื่นตามที่เขาเป็น กุญแจแห่งความสำเร็จในการคบเพื่อนในทุกเรื่องคือ ไวต่อความเข้าใจต่อความต้องการของคนอื่น และช่วยให้เขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ดังคำพูดที่ว่า ถ้าท่านช่วยคนอื่น คนอื่นจะช่วยท่าน และท่านจะมีเพื่อนมากขึ้น

          6.ใช้ทัศนคติในเชิงบวกและแสวงหาคนที่มีทัศนคติในเชิงบวก ในโลกนี้มีคนอยูี่ 2 พวก คือคนในเชิงบวกและคนในเชิงลบ คนที่มองโลกในแง่ดี จะมีทัศนคติในเชิงบวก ส่วนคนที่มองโลกในแง่ร้าย จะมีทัศนคติในเชิงลบ กฎของการสร้างทัศนคติในเชิงบวก ก็คือ การกระทำในเชิงบวก กับแสวงหาคนที่มีทันคติในเชิงบวก แล้วใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด

          7. ทำค่านิยมของตนให้กระจ่างและรักษาค่านิยมนั้นไว้ คนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ เรียนรู้ที่จะให้คุณค่ากับคนอื่น และรู้คุณค่าของการใช้สิ่งต่างๆ ผู้ที่ต้องงการสร้างการรู้่คุณค่าแห่งตนในเชิงบวกควรจะรักษาค่านิยมนี้ไว้

          8. พึ่งตนเองแต่ช่วยเหลือผู้อื่นเต็มที่ บุคคลที่รู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวก จะเรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตนเอง มนุษย์ทุกคนอยากเป็นอิสระ และโอกาสที่ดีที่สุดที่จะรักษาความอิสระไว้ได้ ก็คือการพึ่งตนเอง คนที่พึ่งตนเองเท่านั้นที่จะรักษาการนับถือตนเองไว้ได้ ในขณะเดียวกันคนที่รู้คุณค่าตนเองในทางบวก มีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือคนอื่น และยิ่งช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นเท่าไร จะยิ่งมีความรู้สึกดีต่อตนเองมากขึ้นเท่านั้น คนที่ให้บุคคลื่นอย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดจะได้มากกว่าที่เขาได้ให้ไป

          9. ปลูกฝังความกตัญญูให้มั่นคง คนประเภทสร้างตนด้วยตนเองเอง หรือ คนซึ่ง"ไม่มีใครให้อะไรฉันเลย"เป็นคนที่ไม่มีในโลก เพราะมนุษย์ทุกคนจะได้รับจากคนอื่นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง จึงต้องมีการปลูกฝังความกตัญญููเพราะความกตัญญุไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะคนส่วนใหญ่สนใจแต่สิ่งที่ต้องการมากกว่าที่จะอยากรู้ว่าตนได้รับอะไรจากใคร  ดังนั้น ถ้าจะสร้างและรักษาภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวกจะต้องปลูกฝังความกตัญญูอย่างแท้จริง

          10. ปลูกฝังความสัมพันธ์ที่มั่นคง บุคคลที่ประสบความสำเร็จจะรู้จักคนเป็นจำนวนมาก แต่มีเพื่อนเพียงหยิบมือเดียว ความเป็นเพื่อนก็เหมือนความกตัญญู คือไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เกิดจากการ"ให้"ตัวเรากับคนที่เรารัก ไม่มีการลงทุนใดๆจะยิ่งใหญ่ กินเวลา มากกว่าการลงทุนสร้างความเป็นเพื่อน คนที่รู้ถึงคุณค่าแห่งตน จะปลุกฝังความเป็นเพื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 จะเห็นว่า การสร้างการรู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวก จะต้องเริ่มด้วยการมีความคิด ความเชื่อ และทัศนคติในเชิงบวก พร้อมไปกับการปรับเปลี่ยน เสริมสร้าง ด้วยการปฏิบัติดังที่กล่าวมา การรู้คุณค่าแห่งตนจึงจะเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดี
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                                                                 สาระคิด

                                                  คนที่รู้คุณค่าแห่งตนต่ำเท่านั้น ที่จะพูดว่า "ตัวใครตัวมัน"

                                                                                                    Nido R. Qubein
*********************************************************************************



วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การรู้คุณค่าแห่งตนสำคัญอย่างไร

การรู้คุณค่าแห่งตน คือ การตัดสินของแต่ละบุคคลต่อการมีหรือไม่มีคุณค่าของตน เป็นความรู้สึกในเชิงบวกหรือลบ การมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตนในทางบวก เป็นการรู้คุณค่าแห่งตนสูง ส่วนการมีความเห็นเกี่ยวกับตนในทางลบ เป็นการรู้คุณค่าแห่งตนต่ำ ซึ่งการรู้คุณค่าแห่งตนมีผลมาจากการประเมินตนเอง

นักจิตวิทยาต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การรู้คุณค่าแห่งตน เป็นส่วนประกอบที่เกี่ยวกับอารมณ์และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตน และเป็นแกนนำที่แท้จริงของบุคลิกภาพของมนุษย์  การรู้คุณค่าแห่งตนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่มีผลต่อการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์

การรู้คุณค่าแห่งตนขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ที่อยู่ในใจของบุคคลนั้นๆ บุคคลที่มีภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวก เป็นบุคคลที่ชอบและยอมรับตนเองอย่างแท้จริง จะแสดงออกถึงการรู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวกสูง และจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในเชิงสร้างสรรค์

นักจิตวิทยา ยังได้สรุปถึงการรู้คุณค่าแห่งตนว่า มีลักษณะดังนี้

          1) การรู้คุณค่าแห่งตน สามารถเปลี่ยนแปรตามสถานการณ์ เหตุการณ์ สุขภาพ ฯลฯ

          2) การณุ้คุณค่าแห่งตนเป็นส่วนผสมระหว่างความเชื่อมั่นภายในกับผลสัมฤทธิ์ภายนอก

          3) การรู้คุณค่าแห่งตนเป็นสิ่งที่บุคคลสามารถเพิ่มได้และรักษาให้อยู่ในระดับสูงๆได้

          4) การรู้คุณค่าแห่งตน มีผลกระทบมาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก

          5) ระดับการรู้คุณค่าแห่งตน จะสะท้อนจากการตัดสินใจของบุคคลนั่นเอง

          6) ความเชื่อและค่านิยมบางอย่าง ทำให้ยากต่อการรักษาการรู้คุณค่าแห่งตนให้อยู่ในระดับสูงได้

เกี่ยวกับบุคลิกภาพ การรู้คุณค่าแห่งตนมีผลต่อบุคลิกภาพของบุคคล คนที่มีการรู้คุณค่าแห่งตนต่ำจะพยายามชดเชยความรู้สึกที่ว่าตนด้อยความสามารถ ด้วยการกระทำที่แสดงถึงการมีปมด้อยและปมเด่น การรู้คุณค่าแห่งตนต่ำ มีผลโดยตรงกับระดับสติปัญญา อารมณ์  การจูงใจ และพฤติกรรม จึงมีผลกระทบในเชิงลบต่อบุคลิกภาพของมนุษย์

นักจิตวิทยาส่วนมากเชื่อว่า การรู้คุณค่าแห่งตนต่ำเป็นปัจจัยสำคัญกว่าปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของความไร้ระเบียบ  ไม่ยอมรับว่าตนเองมีคุณค่า จึงแสดงออกด้วยการคับข้องใจ และความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

คนที่รู้คุณค่าแห่งตนต่ำ อาจทำให้ตนเองเล็กลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม ในขณะที่คนรู้คุณค่าแห่งตนสูง อาจเปลี่ยนแปลงความล้มเหลวให้เป้นความสำเร็จในเวลาไม่นาน

บุคคลที่รู้คุณค่าแห่งตนต่ำ มีความโน้มเอียงที่จะเกิดความยุ่งยาก เช่น มีเอกลักษณ์ของตนไม่มั่นคง จะมีความทุกข์ อันเกิดจากอาการทางจิตใจในลักษณะต่างๆ เช่น วิตกกังวล กลัว นอนไม่หลับ ปวดหัว กัดเล็บใจสั่น ส่วนคนที่รู้คุณค่าแห่งตนสูงจะไม่มีความทุข์ยากจากอาการเหล่านี้

คนที่รู้คุณค่าแห่งตนต่ำ จะรู้สึกตื่นกลัว และรู้สึกไม่สบายเมื่ออยู่ในสังคม และจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความอาย  เป็นคนที่ต้องการการยอมรับอย่างมาก นอกจากนั้น คนที่รู้คุณค่าแห่งตนต่ำ มีแนวโน้มที่จะชักจูงได้ง่าย มีแนวโน้มที่จะพยายามทำอะไรเหมือนคนอื่น มีทัศนคติที่จะทำให้ตัวเองพ่ายแพ้ เกิดความรู้สึกไร้ค่า

คนที่มีการรู้คุณค่าแห่งตนสูงจะเรียนรู้ว่าอะไรสำคัญในชีวิต จะไม่รู้สึกไขว้เขวเพราะรู้สึกผิด กลัว หรือมีความสงสัยในตน(self-doubt)  สามารถตัดสินใจได้โดยปราศจากการประนีประนอม ค่านิยม จริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ด้วยเหตุนี้ การรู้คุณค่าแห่งตนจึงได้รับการยอมรับว่า เป็นตัวกำหนดลักษณะที่คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะแตกต่างไปตามความแตกต่างของการรู้คุณค่าแห่งตนของแต่ละคนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

นอกจากนั้น การรู้คุณค่าแห่งตนจะเป็นตัวกำหนดในเรื่องต่อไปนี้ คือ การเลือกคู่ครอง การเลือกอาชีพ การเลือกเพื่อน การเลือกกิจกรรมในยามว่าง ทัศนคติที่มีต่อคนเองและคนรอบข้าง สมรรถนะในการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ การกระทำแลปฏิกิริยาโต้ตอบ ความสุขหรือการขาดความสุข ความสัมพันธ์ในครอบคัว ความสัมพันธ์ในอาชีพ และความสัมพันธ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสวดมนต์อ้อนวอน การละเล่นและชมชน

จะเห็นว่า การรู้คุณค่าแห่งตนมีความสำคัญต่อความสำเร็จของชีวิตอย่างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้่างและพัฒนา การรู้คุณค่าแห่งตนในเชิงบวกขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและความเชื่อที่มีต่อตนเองไปในทิศทางบวกอย่างจริงจัง มิฉะนั้นความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ยาก  
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                                           สาระคิด

                ความเจ็บป่วยทางจิตใจ เป็นอันตรายร้ายแรงกว่า ความเจ็บป่วยทางร่างกายมากนัก

                                                                                 ซิเซโร
*********************************************************************************

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวก:นำสู่ชีวิตที่ดี

ภาพลักษณ์แห่งตน มีความสำคัญต่อการชี้นำบุคคลไปสู่ได้ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์แห่งตนที่บุคคลมองเห็นตัวเอง หากมองเห็นภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวกจะชี้นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ แต่หากมองภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงลบก็จะชี้นำชีวิตไปสู่ความล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน

สำหรับภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวกที่จะนำชีวิตแห่งตนไปสู่ความสำเร็จ มีชีวิตที่ดี มีลักษณะดังต่อไปนี้

          1. ยอมรับตนเองตามที่เป็น การยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นก้าวแรกของการสร้างภาพแห่งตนในเชิงบวก มนุษย์ทุกคนมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ีง คือ ไม่พอใจตนเอง คิดอยู่แต่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ คิดว่าตนเองจะต้องสมบูรณ์แบบ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบตามอุดมคติ การเริ่มต้นด้วยการยอมรับตนเองตามที่เป็นอยู่ จะช่วยให้สามารถพัฒนาตนเองต่อไปได้

           2. มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและไม่ตัดสินใจแทนคนอื่น บุคคลที่มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง รู้ว่าการเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นความสูญเปล่า คนที่ตัดสินใจแทนคนอื่น คือคนที่ไม่ยอมรับคนอื่น เป็นคนที่มีบุคลิกภาพไม่มั่นคง

           3. มีความตั้งใจที่จะเสี่ยง ปกติบุคคลที่เปิดตัวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ต้องเสี่ยงกับความเจ็บปวด เพราะงานใหม่ สถานที่ใหม่ และสถานการณ์ใหม่ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อความสุขและความปรารถนาส่วนบุคคลที่บุคคลนั้นมีอยู่ คนที่มีภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวก จะต้องรู้จักชั่งน้ำหนักถึงความเป็นไปได้ การที่คิดจะไม่ทำอะไรเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด คือความผิดพลาดอันใหญ่หลวง

           4. หาวิธีการในเชิงบวกเพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง คนที่ยอมรับตนเองและไม่กังวลว่า คนอื่นจะคิดถึงตนอย่างไร เขาจะแสดงถึงลักษณะและความรู้สึกภายในที่เป็นเอกภาพ คนที่มีภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวก จะพอใจที่จะเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดเกี่ยวกับตัวเขาอย่างไร

          5. พึ่งตนและตัดสินใจด้วยตนเอง คนที่มีความรู้สึกที่ดีต่อคนเอง  จะไม่ตำหนิคนอื่น กรณีแวดล้อม หรือระบบ แต่เขาจะมองตัวเองเพื่อหาคำตอบ เกี่ยวกับวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เขาจะไม่แสวงหาการตำหนิ แต่จะแสวงหาวิธีการที่จะดึงทรัพยากรภายในตนเพื่อการแก้ปัญหา เป็นคนไม่ชอบรับความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ชอบที่จะให้ จะไม่พูดถึงเสรีภาพ เพราะเขามีอิสระอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์แห่งตนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ สร้างขึ้นมาใหม่ได้ สำหรับการสร้างภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวกจนเป็นทักษะ สามารถทำได้โดยมีขั้นตอนสรุปได้ดังนี้

                     1) ยกเลิกข้อมูลเก่าที่เป็นลบ

                     2) ทดแทนด้วยข้อมูลใหม่ที่เป็นบวก

                     3) ยอมรับภาพลักษณ์ใหม่ของตน

                     4) เน้นที่ภาพลักษณ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ

                     5) ฝึกตนเองให้มีทัศนคติและพฤติกรรมใหม่ตามภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นมา

เมื่อฝึกฝนตนเองตามขั้นตอนดังกล่าว จะช่วยให้เกิดภาพลักษณ์แห่งตนในเชิงบวก อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนอย่างมีเป้าหมาย นำไปสู่ชีวิตที่ดีได้
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                                                         สาระคิด

                                  People are disturbed not by events,but by their view of those events.

                                                                                                         Epictetus
*********************************************************************************