ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นอกจากจะต้องคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงความเสมอภาคอีกด้วย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความคาดหวังทางการศึกษาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักการศึกษา นักสังคมศาสตร์ และผู้นำประเทศ เชื่อว่าการศึกษาสามารถใช้เป็นเครื่องมือพื้นฐาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ขจัดความไม่เท่าเทียมกัน ตลอดจนความไม่ยุติธรรมทั้งหลายที่มีมานานให้หมดไปได้
อย่างไรก็ตาม การจะให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความเสมอภาคขึ้นในสังคมได้นั้น ระบบการศึกษาจะต้องมีความเสมอภาคด้วย
การศึกษาเพื่อความเสมอภาคที่แท้จริงนั้น จะต้องเป็นการศึกษาเพื่อปวงชน แต่พบว่า การจัดการศึกษาเพื่อปวงชนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าจะมีการกระจายการศึกษาขั้นพื้นฐานออกไปอย่างกว้างขวางก็ตาม ความไม่เสมอภาคยังคงมีปรากฏอยู่ ทั้งนี้เพราะด้วยเหตุปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เพศ และความเหลื่อมล้ำในระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ในการจัดสรรเงินเพื่อการศึกษา ประเทศกำลังพัฒนาได้จัดสรรเงินเพื่อการศึกษาให้มหาวิทยาลัยในสัดส่วนที่มาก ซึ่งปกติคนเรียนในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะมีพ่อแม่ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว การจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัย จึงเป็นการศึกษาสำหรับคนรวย ซึ่งเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว จะเป็นผู้ที่มีโอกาสได้งานดีที่สุด และได้ค่าจ้างสูงสุดอีกด้วย
ในด้านคุณภาพ พบว่าในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ โรงเรียนที่อยู่ในชนบทส่วนใหญ่ จะขาดตำราเรียนและอุปกรณ์ทางการศึกษา มีครูที่ไม่ค่อยได้รับการฝึกอบรม และมีคุณสมบัติไม่ค่อยจะเหมาะสมที่จะสอนในระดับประถมศึกษา มีอัตราการลาออกของนักเรียนสูง และเรียนต่อน้อยกว่านักเรียนในเมือง
ในกรณีของประเทศไทย ครูอาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ส่วนมากมีความต้องการที่จะสอนในกรุงเทพ
ปัจจุบันนี้ เด็กๆในทุกประเทศที่พ่อแม่มีการศึกษา มีอาชีพ และมีสถานภาพทางสังคมที่สูง จะมีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด มีโอกาสมากกว่าเด็กที่มีสติปัญญาเท่ากันที่เป็นลูกของคนงานหรือเกษตรกร
การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อปวงชนได้อย่างมีประสิทธิผลนั้น วิธีการหนึ่งที่จะต้องทำอย่างรีบด่วน ก็คือ การลดความไม่เสมอภาคในโอกาส เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความเท่าเทียมในโอกาสมากขึ้น อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม ขจัดความไม่เท่าเทียมกัน ตลอดจนความไม่ยุติธรรมที่มีมานานให้หมดไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
ความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา นำไปสู่ความไม่เสมอภาคในโอกาสของชีวิต
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
คุณสมบัติ 10 ประการของโรงเรียนที่ทำให้ผู้จบการศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์
ในการจัดการศุึกษา เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้โรงเรียนมีประสิทธิผล และได้ผู้จบการศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development=OECD) มีควาาเห็นว่า การที่จะให้ได้ผู้จบการศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์ โรงเรียนจะต้องมีคุณสมบัติ 10 ประการ ต่อไปนี้
1. มีความมุ่งมั่นต่อบรรทัดฐานและเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน
แต่ละโรงเรียนมีวัฒนธรรมขององค์การที่แตกต่างกัน มีข้อกำหนดการปฏิบัติของนักเรียนแตกต่างกัน โรงเรียนที่ดีจะต้องมีบรรยากาศที่เป็นสื่อของการเรียนรู้ มีบรรทัดฐานและเป้าหมายร่วมกัน โดยเป็นที่ยอมรับทั้งโรงเรียน
2. ร่วมมือกันวางแผน ตัดสินใจร่วมกัน และการทำงานของครูอาจารย์อยู่ในกรอบของการทดลองและประเมินผล
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโรงเรียน ขึ้นอยู่กับการกระทำร่วมกันของคณะครูอาจารย์ด้วยความรับผิดชอบ ในการที่จะกำหนดและรักษาเป้าหมายของโรงเรียน และครูอาจารย์จะต้องมีความห่วงใยต่อสวัสดิการของนักเรียนทุกคน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูมีความสัมพันธ์อันดี มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการจัดการ ครูอาจารย์มีความมุ่งมั่นต่อการปรับปรุงโรงเรียนให้ดีขึ้น มีส่วนร่วมในการใช้นวัตกรรม ตลอดจนการทดลองสิ่งใหม่ๆ
3. มีความเป็นผู้นำในการริเริ่มและการปรับปรุงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น
ความเป็นผู้นำ และหลักของการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ความขัดแย้ง ที่ทำให้โรงเรียนดำเนินการไปได้โดยปราศจากสายบังคับบัญชา แต่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้นโยบายของโรงเรียยนดำเนินต่อไปได้ โดยมีกลไกที่จะกำหนดว่าบุคคลใดหรือทีมงานใดควรเป็นผู้นำแผนและนวัตกรรมไปใช้
4. ความต่อเนื่องของครูอาจารย์
โรงเรียนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี ถ้ามีการเปลี่ยนครูอาจารย์บ่อยๆ หรือมีครนูอาจารย์ลาออกในอัตราที่สูง ความต่อเนื่องของครูอาจารย์เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ในการปรับปรุงโรงเรียนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกที่นำนวัตกรรมมาใช้
5. กำหนดยุทธวิธีพัฒนาครูอาจารย์อย่างต่อเนื่อง
ยุทธวิธีพัฒนาครูอาจารย์จะต้องสัมพันธ์กับวิธีสอนของแต่ละโรงเรียน และความต้องการขององค์การ ครูอาจารย์ทุคนควรมีโอกาสที่จะได้รับการฝึกอบรมในระหว่างประจำการ ทั้งภายในโรงเรียนและโปรแกรมภายนอก การฝึกอบรมควรสัมพันธ์โดยตรงกับความต้องการที่แท้จริงของโรงเรียน ครูอาจารย์ควรได้รับการยกระดับความรู้และส่งเสริมทักษะวิชาชีพครูอยู่เสมอ
6. ทำงานที่วางแผนไว้ด้วยความรอบคอบ
โรงเรียนจะต้องมีหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือย่างดี เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้รับความรู้และมีทักษะที่จำเป็น หลักสูตรจะต้องได้รับการวางแผนในรายละเอียด มีการจัดลำดับการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะต้องจัดวิชาซึ่งเป็นแกนที่นักเรียนทุกคนได้เรียน เพื่อให้มีความรู้และทักษะพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของโรงเรียน
7. ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบของกลุ่มอาสาสมัครและในส่วนบุคคล ผู้ปกครองจะต้องสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนนักเรียนที่อยู่ในความดูแลให้เกิดความพยายามในการที่จะเรียน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น
8. แสวงหาและยอมรับค่านิยมของโรงเรียนมากกว่าค่านิยมส่วนบุคคล
โรงเรียนจะต้องสร้างความสำนึกของชุมชน โดยมีค่านิยมร่วมกัน เป็นค่านิยมของโรงเรียน และทุกคนจะต้องยอมรับค่านิยมที่สร้างร่วมกันนั้น
9. ใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่
นักเรียนจะต้องใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ให้มากที่สุด ถูกขัดจังหวะทั้งในและนอกชั้นเรียนน้อยที่สุด วิชาและลำดับชั้นของการเรียนรู้ ควรจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
10 ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและด้วยความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจทางการศึกษา
โรงเรียนควรได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทางการศึกษา ทั้งการสนับสนุนงบประมาณที่จำเป็น ความเป็นผู้นำ และการแนะแนว ผู้มีอำนาจทางการศึกษา ควรให้ความสะดวกในการทำให้เกิดการเปลียนแปลงมากกว่าใช้วิธีบังคับ
คุณสมบัติทั้ง 10 ประการนี้ หากโรงเรียนใดมีครบถ้วน จะช่วยให้ผู้จบการศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นทรัยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
บรรทัดฐาน หมายถึง แบบแผนที่ใช้ยึดถือในทางปฏิบัติ
ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่บุคคลหรือสังคมยึดถือเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ และกำหนดการกระทำของตน
*********************************************************************************
เกี่ยวกับเรื่องนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development=OECD) มีควาาเห็นว่า การที่จะให้ได้ผู้จบการศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์ โรงเรียนจะต้องมีคุณสมบัติ 10 ประการ ต่อไปนี้
1. มีความมุ่งมั่นต่อบรรทัดฐานและเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน
แต่ละโรงเรียนมีวัฒนธรรมขององค์การที่แตกต่างกัน มีข้อกำหนดการปฏิบัติของนักเรียนแตกต่างกัน โรงเรียนที่ดีจะต้องมีบรรยากาศที่เป็นสื่อของการเรียนรู้ มีบรรทัดฐานและเป้าหมายร่วมกัน โดยเป็นที่ยอมรับทั้งโรงเรียน
2. ร่วมมือกันวางแผน ตัดสินใจร่วมกัน และการทำงานของครูอาจารย์อยู่ในกรอบของการทดลองและประเมินผล
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโรงเรียน ขึ้นอยู่กับการกระทำร่วมกันของคณะครูอาจารย์ด้วยความรับผิดชอบ ในการที่จะกำหนดและรักษาเป้าหมายของโรงเรียน และครูอาจารย์จะต้องมีความห่วงใยต่อสวัสดิการของนักเรียนทุกคน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูมีความสัมพันธ์อันดี มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการจัดการ ครูอาจารย์มีความมุ่งมั่นต่อการปรับปรุงโรงเรียนให้ดีขึ้น มีส่วนร่วมในการใช้นวัตกรรม ตลอดจนการทดลองสิ่งใหม่ๆ
3. มีความเป็นผู้นำในการริเริ่มและการปรับปรุงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น
ความเป็นผู้นำ และหลักของการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ความขัดแย้ง ที่ทำให้โรงเรียนดำเนินการไปได้โดยปราศจากสายบังคับบัญชา แต่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้นโยบายของโรงเรียยนดำเนินต่อไปได้ โดยมีกลไกที่จะกำหนดว่าบุคคลใดหรือทีมงานใดควรเป็นผู้นำแผนและนวัตกรรมไปใช้
4. ความต่อเนื่องของครูอาจารย์
โรงเรียนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี ถ้ามีการเปลี่ยนครูอาจารย์บ่อยๆ หรือมีครนูอาจารย์ลาออกในอัตราที่สูง ความต่อเนื่องของครูอาจารย์เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ในการปรับปรุงโรงเรียนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกที่นำนวัตกรรมมาใช้
5. กำหนดยุทธวิธีพัฒนาครูอาจารย์อย่างต่อเนื่อง
ยุทธวิธีพัฒนาครูอาจารย์จะต้องสัมพันธ์กับวิธีสอนของแต่ละโรงเรียน และความต้องการขององค์การ ครูอาจารย์ทุคนควรมีโอกาสที่จะได้รับการฝึกอบรมในระหว่างประจำการ ทั้งภายในโรงเรียนและโปรแกรมภายนอก การฝึกอบรมควรสัมพันธ์โดยตรงกับความต้องการที่แท้จริงของโรงเรียน ครูอาจารย์ควรได้รับการยกระดับความรู้และส่งเสริมทักษะวิชาชีพครูอยู่เสมอ
6. ทำงานที่วางแผนไว้ด้วยความรอบคอบ
โรงเรียนจะต้องมีหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือย่างดี เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้รับความรู้และมีทักษะที่จำเป็น หลักสูตรจะต้องได้รับการวางแผนในรายละเอียด มีการจัดลำดับการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะต้องจัดวิชาซึ่งเป็นแกนที่นักเรียนทุกคนได้เรียน เพื่อให้มีความรู้และทักษะพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของโรงเรียน
7. ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบของกลุ่มอาสาสมัครและในส่วนบุคคล ผู้ปกครองจะต้องสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนนักเรียนที่อยู่ในความดูแลให้เกิดความพยายามในการที่จะเรียน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น
8. แสวงหาและยอมรับค่านิยมของโรงเรียนมากกว่าค่านิยมส่วนบุคคล
โรงเรียนจะต้องสร้างความสำนึกของชุมชน โดยมีค่านิยมร่วมกัน เป็นค่านิยมของโรงเรียน และทุกคนจะต้องยอมรับค่านิยมที่สร้างร่วมกันนั้น
9. ใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่
นักเรียนจะต้องใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ให้มากที่สุด ถูกขัดจังหวะทั้งในและนอกชั้นเรียนน้อยที่สุด วิชาและลำดับชั้นของการเรียนรู้ ควรจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
10 ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและด้วยความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจทางการศึกษา
โรงเรียนควรได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทางการศึกษา ทั้งการสนับสนุนงบประมาณที่จำเป็น ความเป็นผู้นำ และการแนะแนว ผู้มีอำนาจทางการศึกษา ควรให้ความสะดวกในการทำให้เกิดการเปลียนแปลงมากกว่าใช้วิธีบังคับ
คุณสมบัติทั้ง 10 ประการนี้ หากโรงเรียนใดมีครบถ้วน จะช่วยให้ผู้จบการศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นทรัยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคำ
บรรทัดฐาน หมายถึง แบบแผนที่ใช้ยึดถือในทางปฏิบัติ
ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่บุคคลหรือสังคมยึดถือเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ และกำหนดการกระทำของตน
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ปัจจัยเด่นๆที่ทำให้โรงเรียนมีประสิทธิผล
โรงเรียนที่มีประสิทธิผล นอกจากจะช่วยให้สามารถบรรลุพันธกิจของโรงเรียนแล้ว ทำให้เด็กที่จบการศึกษาออกไปมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์อีกด้วย การจัดการศึกษาถ้าต้องการจะให้เกิดประสิทธิผล โรงเรียนจะต้องมีปัจจัยเด่นๆต่อไปนี้
1. มีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบ
ความสามารถในการเรียนของผู้เรียน ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสภาพแวดล้อมของโรงเรียน เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ง่ายถ้าโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบีนบ เช่น ครูและนักเรียนเข้าชั้นเรียนตามตารางสอนที่กำหนดไว้ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมีความสะอาดและได้รับการซ่อมแซมอย่างดี เป็นต้น
โรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบจะสัมพันธ์กับห้องเรียนที่มีประสิทธิผล เป็นห้องเรียนที่ครูได้สร้างความสนใจ และได้รับความสนใจจากนักเรียน ครูรักษาระเบียบวินัยด้วยการเริ่มและเลิกสอนตามเวลา ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เรียนรู้ และมีการประเมินการทำงานของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
2. มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความคาดหวังสูง
ความคาดหวังแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการปฏิบัติของโรงเรียน เพราะเป้าหมายคือลักษณะที่พึงประสงค์ที่จะให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ในตัวผู้เรียน โรงเรียนที่มีความหวังต่ำ แสดงว่ามีมาตรฐานต่ำ โรงเรียนที่มีมาตรฐานสูง แสดงว่ามีความคาดหวังสูง
ฉะนั้นโรงเรียนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความหวังที่สูง จึงเป็นโรงเรียนที่มีประสิทธิผล
3. มีหัวหน้าสถานศึกษาที่เข้มแข็งและมีสำนึกของชุมชน
โรงเรียนที่มีประสิทธิผล จะต้องมีหัวหน้าสถานศึกษาที่เข้มแข็ง อุทิศเวลาให้กับการประสานงานและการจัดการเกี่ยวกับการสอน มีความใกล้ชิดกับการเรียนการสอน
ผู้นำที่มีประสิทธิผล จะมีส่วนร่วมกับครูและชุมชนในการกำหนดพันธกิจ และยอมรับการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมว่ามีประสิทธิผลมากกว่าการบริหารจัดการแบบอัตตานิยม
จะเห็นว่าโรงเรียนจะมีประสิทธิผล สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายและพันธกิจที่ตั้งไว้ จะต้องบริหารจัดการโดยมีปัจจัยที่เด่นๆทั้งสามประการครบถ้วน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ คือ มีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหวังสูง ตลอดจนมีหัวหน้าสถานศึกษาที่เข้มแข็งและมีสำนึกของชุมชน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นระเบียบ ครูและนักเรียนขาดเป็นประจำ
อุปกรณ์การเรียนการสอนมีจำกัด จะทำลายการเรียนรู้ของนักเรียน
*********************************************************************************
1. มีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบ
ความสามารถในการเรียนของผู้เรียน ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสภาพแวดล้อมของโรงเรียน เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ง่ายถ้าโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบีนบ เช่น ครูและนักเรียนเข้าชั้นเรียนตามตารางสอนที่กำหนดไว้ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมีความสะอาดและได้รับการซ่อมแซมอย่างดี เป็นต้น
โรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบจะสัมพันธ์กับห้องเรียนที่มีประสิทธิผล เป็นห้องเรียนที่ครูได้สร้างความสนใจ และได้รับความสนใจจากนักเรียน ครูรักษาระเบียบวินัยด้วยการเริ่มและเลิกสอนตามเวลา ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เรียนรู้ และมีการประเมินการทำงานของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
2. มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความคาดหวังสูง
ความคาดหวังแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการปฏิบัติของโรงเรียน เพราะเป้าหมายคือลักษณะที่พึงประสงค์ที่จะให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ในตัวผู้เรียน โรงเรียนที่มีความหวังต่ำ แสดงว่ามีมาตรฐานต่ำ โรงเรียนที่มีมาตรฐานสูง แสดงว่ามีความคาดหวังสูง
ฉะนั้นโรงเรียนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความหวังที่สูง จึงเป็นโรงเรียนที่มีประสิทธิผล
3. มีหัวหน้าสถานศึกษาที่เข้มแข็งและมีสำนึกของชุมชน
โรงเรียนที่มีประสิทธิผล จะต้องมีหัวหน้าสถานศึกษาที่เข้มแข็ง อุทิศเวลาให้กับการประสานงานและการจัดการเกี่ยวกับการสอน มีความใกล้ชิดกับการเรียนการสอน
ผู้นำที่มีประสิทธิผล จะมีส่วนร่วมกับครูและชุมชนในการกำหนดพันธกิจ และยอมรับการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมว่ามีประสิทธิผลมากกว่าการบริหารจัดการแบบอัตตานิยม
จะเห็นว่าโรงเรียนจะมีประสิทธิผล สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายและพันธกิจที่ตั้งไว้ จะต้องบริหารจัดการโดยมีปัจจัยที่เด่นๆทั้งสามประการครบถ้วน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ คือ มีสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหวังสูง ตลอดจนมีหัวหน้าสถานศึกษาที่เข้มแข็งและมีสำนึกของชุมชน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นระเบียบ ครูและนักเรียนขาดเป็นประจำ
อุปกรณ์การเรียนการสอนมีจำกัด จะทำลายการเรียนรู้ของนักเรียน
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
จุดมุ่งหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ความติดรวบยอดเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่เรียกได้ว่า เป็นยุคของการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อปวงชน (Basic Education for All)
ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า การพัฒนาประเทศจะต้องเริ่มด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยวิธีการศึกษา และอย่างน้อยประชากรแต่ละคนควรได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขึ้นพื้นฐานคืออะไร Jacques Hallak ได้ให้ความหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ว่า การศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง
1. จำนวนปีที่เรียนในโรงเรียนที่น้อยที่สุด ซึ่งเมื่อจบไปแล้วจะช่วยให้มีความรู้เกี่ยวกับจำนวนและหนังสือระดับหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะสามารถรับบริการต่างๆ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานไปแล้ว
2. จำนวนปีสูงสุดที่รัฐบาลสามารถจัดให้กับประชาชนทั้งหมดหรือประชาชนส่วนใหญ่ได้เรียน คือใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี แต่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจดี รัฐอาจจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ 10 ปี ถึง 12 ปีก็ได้
จากนิยามนี้ จะเห็นว่า ผู้ให้นิยามมุ่งไปที่การศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นสำคัญ ส่วนเวลาที่ใช้ศึกษาในระดับที่เรียกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ใช้เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 12 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและทัศนคติของรัฐบาล
ส่วนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ได้ให้ ความหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า "การเรียนสอนที่มีวัตถุประสงค์จะให้ผู้เรียนได้ความรู้และทักษะ เช่น การรู้หนังสือ เลขคณิตฯลฯ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคม และจะต้องเป็นการรู้หนังสือที่สามารถป้องกันไม่ให้กลับไปสู่การไม่รู้หนังสืออย่างเดิมอีก และมีความรู้เพียงพอที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมและชีวิตชุมชนอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนสามารถเพิ่มเติมการเรียนรู้ได้ต่อไป"
จะเห็นว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานครอบคลุมตั้งแต่ขั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ จนถึงขั้นสามารถใช้เป็นพื้นฐานทางการศึกษา เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิต
การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะจัดเป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบ หรือ การศึกษาตามอัธยาศัย ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติและงบประมาณของรัฐบาล
สำหรับการศึกษาไทย ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ก็ดี จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ดี ได้กำหนดให้จัดการศึกษาขั้นศึกษาขั้นพื้นฐานสูงถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นการศึกษาที่รัฐจะต้องจัดให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีจุดมุ่งหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น ตลอดจนเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในปัจจุบัน มีความหมายกว้างกว่ายุคก่อนๆ การมีความรู้แต่เพียงอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ยังถือว่าไม่มีการศึกษาเพียงพอ ความรู้ความสามารถที่ได้จากการศึกษาในปัจจุบันจะต้องกว้างขวางกว่าในอดีต
สภาพัฒนาการศึกษาระหว่างชาติ(International Council for Educational Development) จึงได้กำหนดความต้องการการเรียนรู้ที่จำเป็นขั้นต่ำ(minimum essential learning needs) ไว้ดังนี้
1. ทัศนคติเชิงบวก ได้แก่ มีทัศนคติที่ดีต่อ ครอบครัว เพื่อนมนุษย์ งาน การพัฒนาชุมชน และต่อการพัฒนาประเทศ และที่สำคัญอย่างยิ่งที่เด็กและผู้ใหญ่จะต้องมี คือทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
2. การเรียนรู้หนังสือและเลขจนสามารถใช้การได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
2.1 ความสามารถในการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เอกสาร ที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆ รวมทั้งคำแนะนำในการใช้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งผู้ผลิตสินค้าแจกให้เมื่อซื้อสินค้านั้นๆ
2.2 ความสามารถในการเขียนจดหมายถึงเพื่อน หรือเขียนคำร้องถึงหน่วยราชการ เพื่อขอทราบข่าวสารหรือข้อสนเทศที่จำเป็น
2.3 ความสามารถในการคำนวณโดยทั่วๆไป ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น การรังวัดที่ดิน การคำนวณผลผลิต การคิดรายได้ การคิดดอกเบี้ย และอัตราการเช่าที่ดินได้ถูกต้อง
3. การมีทัศนะทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการทางธรรมชาติ เรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่ง คือ เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย วิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โภชนาการ วิธีเก็บรักษาอาหาร การปรุงอาหาร รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และวิธีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
4. ความรู้และทักษะที่สามารถใช้เพื่อการดูแลครอบครัวและการจัดบ้านเรือนให้เรียบร้อย เป็นความรู้เพื่อการรักษาสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โภชนาการ การรักษาความสะอาด นอกจากนั้นควรจะมีความรู้เรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรม การพักผ่อนหย่อนใจ การพยาบาลคนเจ็บ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการใช้เงินและการซื้อสินค้าอย่างมีสติปัญญา การซ่อมแซมบ้าน การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของบ้าน และการเก็บรักษาอาหารเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว
5. ความรู้และทักษะที่สามารถหารายได้ ความรู้และทักษะตามข้อนี้ ไม่จำกัดเฉพาะการประกอบอาชีพในท้องถิ่นเท่านั้น แต่รวมไปถึงความรู้และทักษะหลายๆอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ
6. ความรู้และทักษะที่สามารถร่วมกิจกรรมของชุมชน ความรู้ด้านนี้ครอบคลุมไปถึงประวัติศาตร์ อุดมการณ์ของท้องถิ่นและของชาติ ความเข้าใจเรื่องสังคม ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของรัฐ การเก็บภาษีและการใช้งบประมาณของรัฐ บริการสังคมซึ่งรัฐจัดให้แก่ประชาชน สิทธิและหน้าที่ของประชาชน หลักการ ความมุ่งหมายและการดำเนินงานของสหกรณ์ หรือองค์กรในท้องถิ่นที่ประชาชนร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจ
อย่างไรก็ตาม ความต้องการการเรียนรู้ในขั้นต่ำนี้ รายละเอียดจะแตกต่างไปตามสภาพของท้องถิ่น
จะเห็นว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ใช่เป็นเพียงพื้นฐานของการเรียนต่อ แต่เป็นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีคุณค่าในฐานะที่เป็นสมาชิกของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ฉะนั้นในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับการสอบเพื่อการเรียนต่อ จึงเป็นการจัดการศึกษาที่ผิดพลาด เป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ซ้ำร้ายอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอีกด้วย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคม เพื่อกล่อมเกลาสมาชิกในสังคมให้เป็นสมาชิกที่สังคมพึงปราถณา
เนื่องจากแต่ละสังคมต้องการสมาชิกที่มีลักษณะแตกต่างกัน การศึกษาของแต่ละสังคมจึงต้องแตกต่าง
กัน
*********************************************************************************
ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า การพัฒนาประเทศจะต้องเริ่มด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยวิธีการศึกษา และอย่างน้อยประชากรแต่ละคนควรได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขึ้นพื้นฐานคืออะไร Jacques Hallak ได้ให้ความหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ว่า การศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง
1. จำนวนปีที่เรียนในโรงเรียนที่น้อยที่สุด ซึ่งเมื่อจบไปแล้วจะช่วยให้มีความรู้เกี่ยวกับจำนวนและหนังสือระดับหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะสามารถรับบริการต่างๆ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานไปแล้ว
2. จำนวนปีสูงสุดที่รัฐบาลสามารถจัดให้กับประชาชนทั้งหมดหรือประชาชนส่วนใหญ่ได้เรียน คือใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี แต่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจดี รัฐอาจจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ 10 ปี ถึง 12 ปีก็ได้
จากนิยามนี้ จะเห็นว่า ผู้ให้นิยามมุ่งไปที่การศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นสำคัญ ส่วนเวลาที่ใช้ศึกษาในระดับที่เรียกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ใช้เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 12 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและทัศนคติของรัฐบาล
ส่วนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ได้ให้ ความหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า "การเรียนสอนที่มีวัตถุประสงค์จะให้ผู้เรียนได้ความรู้และทักษะ เช่น การรู้หนังสือ เลขคณิตฯลฯ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคม และจะต้องเป็นการรู้หนังสือที่สามารถป้องกันไม่ให้กลับไปสู่การไม่รู้หนังสืออย่างเดิมอีก และมีความรู้เพียงพอที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมและชีวิตชุมชนอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนสามารถเพิ่มเติมการเรียนรู้ได้ต่อไป"
จะเห็นว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานครอบคลุมตั้งแต่ขั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ จนถึงขั้นสามารถใช้เป็นพื้นฐานทางการศึกษา เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิต
การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะจัดเป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบ หรือ การศึกษาตามอัธยาศัย ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติและงบประมาณของรัฐบาล
สำหรับการศึกษาไทย ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ก็ดี จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ดี ได้กำหนดให้จัดการศึกษาขั้นศึกษาขั้นพื้นฐานสูงถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นการศึกษาที่รัฐจะต้องจัดให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีจุดมุ่งหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น ตลอดจนเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในปัจจุบัน มีความหมายกว้างกว่ายุคก่อนๆ การมีความรู้แต่เพียงอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ยังถือว่าไม่มีการศึกษาเพียงพอ ความรู้ความสามารถที่ได้จากการศึกษาในปัจจุบันจะต้องกว้างขวางกว่าในอดีต
สภาพัฒนาการศึกษาระหว่างชาติ(International Council for Educational Development) จึงได้กำหนดความต้องการการเรียนรู้ที่จำเป็นขั้นต่ำ(minimum essential learning needs) ไว้ดังนี้
1. ทัศนคติเชิงบวก ได้แก่ มีทัศนคติที่ดีต่อ ครอบครัว เพื่อนมนุษย์ งาน การพัฒนาชุมชน และต่อการพัฒนาประเทศ และที่สำคัญอย่างยิ่งที่เด็กและผู้ใหญ่จะต้องมี คือทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
2. การเรียนรู้หนังสือและเลขจนสามารถใช้การได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
2.1 ความสามารถในการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เอกสาร ที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆ รวมทั้งคำแนะนำในการใช้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งผู้ผลิตสินค้าแจกให้เมื่อซื้อสินค้านั้นๆ
2.2 ความสามารถในการเขียนจดหมายถึงเพื่อน หรือเขียนคำร้องถึงหน่วยราชการ เพื่อขอทราบข่าวสารหรือข้อสนเทศที่จำเป็น
2.3 ความสามารถในการคำนวณโดยทั่วๆไป ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น การรังวัดที่ดิน การคำนวณผลผลิต การคิดรายได้ การคิดดอกเบี้ย และอัตราการเช่าที่ดินได้ถูกต้อง
3. การมีทัศนะทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการทางธรรมชาติ เรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่ง คือ เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย วิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โภชนาการ วิธีเก็บรักษาอาหาร การปรุงอาหาร รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และวิธีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
4. ความรู้และทักษะที่สามารถใช้เพื่อการดูแลครอบครัวและการจัดบ้านเรือนให้เรียบร้อย เป็นความรู้เพื่อการรักษาสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โภชนาการ การรักษาความสะอาด นอกจากนั้นควรจะมีความรู้เรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรม การพักผ่อนหย่อนใจ การพยาบาลคนเจ็บ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการใช้เงินและการซื้อสินค้าอย่างมีสติปัญญา การซ่อมแซมบ้าน การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของบ้าน และการเก็บรักษาอาหารเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว
5. ความรู้และทักษะที่สามารถหารายได้ ความรู้และทักษะตามข้อนี้ ไม่จำกัดเฉพาะการประกอบอาชีพในท้องถิ่นเท่านั้น แต่รวมไปถึงความรู้และทักษะหลายๆอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ
6. ความรู้และทักษะที่สามารถร่วมกิจกรรมของชุมชน ความรู้ด้านนี้ครอบคลุมไปถึงประวัติศาตร์ อุดมการณ์ของท้องถิ่นและของชาติ ความเข้าใจเรื่องสังคม ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของรัฐ การเก็บภาษีและการใช้งบประมาณของรัฐ บริการสังคมซึ่งรัฐจัดให้แก่ประชาชน สิทธิและหน้าที่ของประชาชน หลักการ ความมุ่งหมายและการดำเนินงานของสหกรณ์ หรือองค์กรในท้องถิ่นที่ประชาชนร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจ
อย่างไรก็ตาม ความต้องการการเรียนรู้ในขั้นต่ำนี้ รายละเอียดจะแตกต่างไปตามสภาพของท้องถิ่น
จะเห็นว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ใช่เป็นเพียงพื้นฐานของการเรียนต่อ แต่เป็นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีคุณค่าในฐานะที่เป็นสมาชิกของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ฉะนั้นในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับการสอบเพื่อการเรียนต่อ จึงเป็นการจัดการศึกษาที่ผิดพลาด เป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ซ้ำร้ายอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอีกด้วย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคม เพื่อกล่อมเกลาสมาชิกในสังคมให้เป็นสมาชิกที่สังคมพึงปราถณา
เนื่องจากแต่ละสังคมต้องการสมาชิกที่มีลักษณะแตกต่างกัน การศึกษาของแต่ละสังคมจึงต้องแตกต่าง
กัน
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561
การจัดการศึกษาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า การศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะประชากรที่มีการศึกษาสูงขึ้นจะมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น มีทัศนคติและพฤติกรรมที่ทันสมัย
แม้ว่าการศึกษาจะมีความสำคัญดังกล่าว แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนว่า ทำให้เกิด"โรคประกาศนียบัตร(diploma disease)" ระบาดไปทั่ว ซึ่งเป็นการระบาดทั่วโลก
นอกจากนั้นยังพบว่า สถาบันการศึกษาได้ฝึกนักเรียนนักศึกษาให้ทำงานผิดประเภท และสร้างทักษะที่ไม่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน เช่น ประเทศไนจีเรีย มีผู้จบการศึกษาในระบบโรงเรียนมากมายที่ว่างงานเพราะมีทักษะไม่เพียงพอ ส่วนทักษะที่เหมาสมต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ
จากการศึกษาพบว่า จัดการศึกษาที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทรัยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิผล ประกอบด้วย
1. สิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา เพื่อสนองความต้องการทางสังคมโดยเฉพาะในชนบทห่างไกล มีไม่เพียงพอกับความจำเป็น
2. มีวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตรมากเกินไป
3. หลักสูตรการศึกษาขาดวิทยาศาสตร์ประยุกย์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
4. เน้นการลงทุนทางการศึกษาของรัฐบาลมากเกินไป
5. การศึกษา เทคโนโลยี และตลาดแรงงานไม่ไปด้วยกัน
6..การจัดการศึกษา มีลักษณะเป็นระบบราชการ และไม่ยืดหยุ่น
7. การเรียนการสอนเน้นทฤษฎี ละเลยการปฏิบัติ
8. มีการขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตามความต้องการของนักการเมือง
9. เป็นการจัดการศึกษาที่เลียนแบบต่างประเทศ จัดโดยขาดข้อมูลของประเทศ
10. ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อการศึกษาประเภทต่างๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีส่วนแบ่งเพื่อการมัธยมศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา
และที่สำคัญยังพบว่า เป็นการจัดการศึกษาที่ขาดการวางแผนการใช้กำลังคน จนทำให้เกิดผลที่ตามมาในลักษณะต่อไปนี้
(1) งานต่างๆต้องการผู้จบการศึกษาที่มีวุฒิบัตรสูงขึ้น เช่น งานธุรการ เดิมต้องการผู้จบชั้นมัธยมศึกษาก็พอ แต่ปัจจุบันนี้ต้องใช้ผู้จบปริญญาตรี ทำให้ผู้จบปริญญาตรี ซึ่งเดิมเป็นระดับการศึกษาสำหรับผู้มีตำแหน่งสูง ต้่องทำงานที่เหมาะสมกับระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น
(2) การใช้ผู้มีวุฒิการศึกษาสูงเกินจำเป็น ทำให้ต้องมีการขยายการศึกษาเพิ่มขึ้น เพื่อให้คนหนุ่มสาวมีวุฒิบัตรสูงขึ้น
(3) อัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องเพิ่มงบประมาณทางการศึกษา เป็นการศึกษาที่ปริมาณนำหน้าคุณภาพ และเป็นการลดค่าวุฒิบัตรทางการศึกษาลงตามค่าที่ตลาดกำหนด
(4) ในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศมีการผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาจนเหลือใช้ เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการทักษะ เช่น ในประเทศอินเดีย แม้แต่แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรก็ผลิตเหลือใช้ จนทำให้เกิดปัญหาว่างงาน การทำงานต่ำกว่าระดับ และอพยพย้ายถิ่น
การจัดการศึกษาในลักษณะดังกล่าว นำไปสู่การขาดแคลนคนที่มีความรู้เพื่อการปฏิบัติการทางเทคนิคที่ซับซ้อน(know how) นักวิทยาศาตร์และวิศวกรสนใจอยู่กับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดของประเทศพัฒนา เพราะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆที่พัฒนาขึ้นมาภายในประเทศ
ตลอดจนนำไปสู่การเกิดปรากฎการณ์นำเข้าและส่งออกบุคคลที่มีความรู้และทักษะที่จำเป็น ที่มีความสามารถสูง เช่น นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ อันมีผลมาจากการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีในประเทศพัฒนา จนเสียดุลทางทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ยาก
นั่นคือ แม้ว่าการศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นพลังสร้างสรรค์ที่สำคัญ แต่หากไม่จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็นที่แท้จริงของประเทศ การศึกษาก็เป็นเพียงอุตสาหกรรมผลิตประกาศนียบัตร ก่อให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาประเทศน้อยมาก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
การศึกษายิ่งมากยิ่งดี แต่การศึกษาแบบผิดๆจะเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์
*********************************************************************************
แม้ว่าการศึกษาจะมีความสำคัญดังกล่าว แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนว่า ทำให้เกิด"โรคประกาศนียบัตร(diploma disease)" ระบาดไปทั่ว ซึ่งเป็นการระบาดทั่วโลก
นอกจากนั้นยังพบว่า สถาบันการศึกษาได้ฝึกนักเรียนนักศึกษาให้ทำงานผิดประเภท และสร้างทักษะที่ไม่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน เช่น ประเทศไนจีเรีย มีผู้จบการศึกษาในระบบโรงเรียนมากมายที่ว่างงานเพราะมีทักษะไม่เพียงพอ ส่วนทักษะที่เหมาสมต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ
จากการศึกษาพบว่า จัดการศึกษาที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทรัยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิผล ประกอบด้วย
1. สิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา เพื่อสนองความต้องการทางสังคมโดยเฉพาะในชนบทห่างไกล มีไม่เพียงพอกับความจำเป็น
2. มีวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตรมากเกินไป
3. หลักสูตรการศึกษาขาดวิทยาศาสตร์ประยุกย์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
4. เน้นการลงทุนทางการศึกษาของรัฐบาลมากเกินไป
5. การศึกษา เทคโนโลยี และตลาดแรงงานไม่ไปด้วยกัน
6..การจัดการศึกษา มีลักษณะเป็นระบบราชการ และไม่ยืดหยุ่น
7. การเรียนการสอนเน้นทฤษฎี ละเลยการปฏิบัติ
8. มีการขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตามความต้องการของนักการเมือง
9. เป็นการจัดการศึกษาที่เลียนแบบต่างประเทศ จัดโดยขาดข้อมูลของประเทศ
10. ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อการศึกษาประเภทต่างๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีส่วนแบ่งเพื่อการมัธยมศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา
และที่สำคัญยังพบว่า เป็นการจัดการศึกษาที่ขาดการวางแผนการใช้กำลังคน จนทำให้เกิดผลที่ตามมาในลักษณะต่อไปนี้
(1) งานต่างๆต้องการผู้จบการศึกษาที่มีวุฒิบัตรสูงขึ้น เช่น งานธุรการ เดิมต้องการผู้จบชั้นมัธยมศึกษาก็พอ แต่ปัจจุบันนี้ต้องใช้ผู้จบปริญญาตรี ทำให้ผู้จบปริญญาตรี ซึ่งเดิมเป็นระดับการศึกษาสำหรับผู้มีตำแหน่งสูง ต้่องทำงานที่เหมาะสมกับระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น
(2) การใช้ผู้มีวุฒิการศึกษาสูงเกินจำเป็น ทำให้ต้องมีการขยายการศึกษาเพิ่มขึ้น เพื่อให้คนหนุ่มสาวมีวุฒิบัตรสูงขึ้น
(3) อัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องเพิ่มงบประมาณทางการศึกษา เป็นการศึกษาที่ปริมาณนำหน้าคุณภาพ และเป็นการลดค่าวุฒิบัตรทางการศึกษาลงตามค่าที่ตลาดกำหนด
(4) ในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศมีการผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาจนเหลือใช้ เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการทักษะ เช่น ในประเทศอินเดีย แม้แต่แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรก็ผลิตเหลือใช้ จนทำให้เกิดปัญหาว่างงาน การทำงานต่ำกว่าระดับ และอพยพย้ายถิ่น
การจัดการศึกษาในลักษณะดังกล่าว นำไปสู่การขาดแคลนคนที่มีความรู้เพื่อการปฏิบัติการทางเทคนิคที่ซับซ้อน(know how) นักวิทยาศาตร์และวิศวกรสนใจอยู่กับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดของประเทศพัฒนา เพราะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆที่พัฒนาขึ้นมาภายในประเทศ
ตลอดจนนำไปสู่การเกิดปรากฎการณ์นำเข้าและส่งออกบุคคลที่มีความรู้และทักษะที่จำเป็น ที่มีความสามารถสูง เช่น นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ อันมีผลมาจากการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีในประเทศพัฒนา จนเสียดุลทางทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ยาก
นั่นคือ แม้ว่าการศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นพลังสร้างสรรค์ที่สำคัญ แต่หากไม่จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็นที่แท้จริงของประเทศ การศึกษาก็เป็นเพียงอุตสาหกรรมผลิตประกาศนียบัตร ก่อให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาประเทศน้อยมาก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
การศึกษายิ่งมากยิ่งดี แต่การศึกษาแบบผิดๆจะเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
ข้อควรพิจารณาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีทางการศึกษา
แม้ว่าการศึกษาจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่การศึกษาก็เป็นได้ทั้งพลังสร้างสรรค์หรือพลังทำลาย
การศึกษาสามารถพัฒนามนุษย์ให้มีทักษะที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์สำหรับการพัฒนา การศึกษาอาจช่วยเลือกผู้นำที่ส่งเสริมความก้าวหน้าหรือสร้างความหยุดนิ่ง การศึกษาอาจสร้างจิตใจที่มุ่งงานหรือมุ่งการพักผ่อน ตลอดจนการศึกษาอาจเพิ่มพลังให้มนุษย์หรือทำลายการริเริ่มก็ได้
เพราะฉะนั้น การศึกษาที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณค่าได้นั้น จะต้องเป็นการศึกษาที่มีการวางแผนเป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพทั้งภายนอกและภายใน
และด้วยเหตุที่การศึกษาเป็นได้ทั้งพลังสร้างสรรค์หรือพลังทำลายดังกล่าวแล้ว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการศึกษา จึงมีข้อที่ควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้
1.การจัดการศึกษาในระบบจะเน้นคุณภาพหรือปริมาณ
ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บางครั้งจำเป็นจะต้องเลือกระหว่างการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคน กับการจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและระดับมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพสูงสำหรับคนส่วนน้อยที่มีศักยภาพเป็นผู้นำ
หรือจะต้องเลือกระหว่างการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนจำนวนน้อยที่สอนด้วยครูที่มีคุณภาพ กับการสอนนักเรียนจำนวนมากด้วยครูที่ขาดคุณภาพ
โดยทั่วไปแล้ว ความกดดันทางการเมืองและสังคม ทำให้ต้องเน้นปริมาณ ในขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องเน้นคุณภาพของกำลังคนระดับสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนา
2. การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือจะเน้นนิติศาตร์ ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
การเลือกระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับนิติศาสตร์ ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในระดับอุดมศึกษาเป็นความยากอย่างหนึ่งสำหรับประเทศที่ต้องการพัฒนาทุกระดับ
ในแทบทุกประเทศจะขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขาดแคลนครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ตลอดจนขาดแคลนผู้บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้ยุคนี้จะเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการพัฒนา แต่ประเทศก็ยังต้องการศิลปิน นักเขียน นักดนตรี นักกฎหมาย ตลอดจนนักประวัติศสาตร์เช่นกัน หรือจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการเลือกระหว่างการศึกษาที่มีราคาแพงกับการศึกษาราคาถูกลงทุนน้อย
แต่ในความเป็นจริง สังคมและการเมืองมีแนวโน้มที่จะเน้นความสำคัญของศิลปศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ ในขณะที่เศรษฐกิจและการทหารต้องการที่จะเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า
3. การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะ จะเลือกการฝึกอบรมก่อนมีงานทำหรือการฝึกอบรมในระหว่างประจำการ
การสร้างทักษะทางเทคนิค โดยเฉพาะระดับช่างฝีมือ ประเทศชาติจะต้องเลือกที่จะให้ความสำคัญด้วยการจัดการฝึกอบรมในระบบการศึกษา หรือจะผลักภาระให้กับสถาบันผู้จ้างงานที่จะร่วมมือกับองค์การแรงงานจัดการฝึกอบรม
ในความเป็นจริง การฝึกอบรมหรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่จ้าง ไม่สามารถจะหนีความรับผิดชอบ ในการจัดการฝึกอบรมไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งไปได้
ตามอุดมคติ บทบาทของโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษานั้น จะผลิตผู้มีการศึกษาอย่างกว้างๆ ที่พร้อมจะรับการฝึกอบรมต่อไป แต่การฝึกอบรมบ่างอย่าง โรงเรียนจะต้องจัดให้ก่อนที่จะทำงาน หรือเรียนควบคู่ไปกับการทำงาน
การร่วมมือที่จะอบรมทักษะทางเทคนิค ควรเป็นความร่วมมือระหว่างนายจ้าง สหภาพแรงงาน และสถาบันการศึกษา
4. การสร้างสิ่งล่อใจจะต้องเลือกระหว่างความสำนึกเรื่องโครงสร้างของค่าจ้างและเงินเดือนกับการพึ่งพิงตลาดแรงงาน
ทุกวันนี้ไม่มีประเทศใดที่สามารถพึ่งตลาดแรงงานได้อย่างสมบูรณ์ การสร้างสิ่งล่อใจจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับบุคคลที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมการพัฒนา ในบางกรณีพบว่า สถานภาพและการตอบแทนสำหรับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรต่ำไป
เกือบทุประเทศ ครูมีเงินเดือนไม่เพียงพอกับความจำเป็น ค่าจ้างที่จ่ายให้ช่างเทคนิคไม่มากพอที่จะดึงดูดคนงานได้มากพอตามที่ต้อง
ด้วยเหตุนี้ ทุกประเทศจึงต้องกำหนดมาตรการในการจัดสรรกำลังคน มาตรการดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นรูปของการบังคับ จนถึงสิ่งจูงใจที่เป็นเงินและอื่นๆ
5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะพิจารณาถึงความจำเป็นของแต่ละบุคคลหรือความต้องการของรัฐ
หรืออาจกล่าวอีกแย่างหนึ่งจะได้ว่า จะเลือกผลประโยชน์ของบุคคลหรือผลประโยชน์ของชาติ
ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การจะตอบว่ารัฐอยู่ได้ด้วยบุคคลหรือบุคคลอยู่ได้ด้วยรัฐ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยุทธวิธีการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ มีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างเสริมเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และคุณค่าของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเพื่อการดำรงชีวิตที่ได้มาตรฐาน ในขณะเดียวกันมนุษย์จะต้องได้รับการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ในทุกสังคมจะต้องมีประนีประนอม หรือผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ของรัฐและของบุคคลเข้าด้วยกัน ซึ่งการผสมผสานนี้จะแตกต่างกันไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองและคุณลักษณะของสังคม
ความจำเป็นสำหรับยุทธวิธีของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือผลสำเร็จของการสร้างความสมดุลในการเลือกนโยบายมาปฏิบัติ ธรรมชาติของความสมดุลขึ้นอยู่กับเป้าหมายของสังคม ระดับของการพัฒนาและความเป็นผู้นำ
ประเทศที่ประสบความล้มเหลวในการสร้งความสมดุล จะผลิตทรัพยากรมนุษย์ผิดประเภท มีการลงทุนการศึกษาที่ผิด ใช้สิ่งล่อใจที่ผิด และเน้นการฝึกอบรมที่ผิด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
ไม่ควรมองว่าการศึกษาเป็นเพียงการบริโภค แต่ควรมองว่า เป็นการลงทุนเพื่อการผลิตด้วย เพราะประชากรที่มีการศึกษา ทำให้มีกำลังแรงาน ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
Theodore Schultz
*********************************************************************************
การศึกษาสามารถพัฒนามนุษย์ให้มีทักษะที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์สำหรับการพัฒนา การศึกษาอาจช่วยเลือกผู้นำที่ส่งเสริมความก้าวหน้าหรือสร้างความหยุดนิ่ง การศึกษาอาจสร้างจิตใจที่มุ่งงานหรือมุ่งการพักผ่อน ตลอดจนการศึกษาอาจเพิ่มพลังให้มนุษย์หรือทำลายการริเริ่มก็ได้
เพราะฉะนั้น การศึกษาที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณค่าได้นั้น จะต้องเป็นการศึกษาที่มีการวางแผนเป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพทั้งภายนอกและภายใน
และด้วยเหตุที่การศึกษาเป็นได้ทั้งพลังสร้างสรรค์หรือพลังทำลายดังกล่าวแล้ว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการศึกษา จึงมีข้อที่ควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้
1.การจัดการศึกษาในระบบจะเน้นคุณภาพหรือปริมาณ
ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บางครั้งจำเป็นจะต้องเลือกระหว่างการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคน กับการจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและระดับมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพสูงสำหรับคนส่วนน้อยที่มีศักยภาพเป็นผู้นำ
หรือจะต้องเลือกระหว่างการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนจำนวนน้อยที่สอนด้วยครูที่มีคุณภาพ กับการสอนนักเรียนจำนวนมากด้วยครูที่ขาดคุณภาพ
โดยทั่วไปแล้ว ความกดดันทางการเมืองและสังคม ทำให้ต้องเน้นปริมาณ ในขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องเน้นคุณภาพของกำลังคนระดับสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนา
2. การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือจะเน้นนิติศาตร์ ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
การเลือกระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับนิติศาสตร์ ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในระดับอุดมศึกษาเป็นความยากอย่างหนึ่งสำหรับประเทศที่ต้องการพัฒนาทุกระดับ
ในแทบทุกประเทศจะขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขาดแคลนครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ตลอดจนขาดแคลนผู้บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้ยุคนี้จะเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการพัฒนา แต่ประเทศก็ยังต้องการศิลปิน นักเขียน นักดนตรี นักกฎหมาย ตลอดจนนักประวัติศสาตร์เช่นกัน หรือจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการเลือกระหว่างการศึกษาที่มีราคาแพงกับการศึกษาราคาถูกลงทุนน้อย
แต่ในความเป็นจริง สังคมและการเมืองมีแนวโน้มที่จะเน้นความสำคัญของศิลปศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ ในขณะที่เศรษฐกิจและการทหารต้องการที่จะเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า
3. การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะ จะเลือกการฝึกอบรมก่อนมีงานทำหรือการฝึกอบรมในระหว่างประจำการ
การสร้างทักษะทางเทคนิค โดยเฉพาะระดับช่างฝีมือ ประเทศชาติจะต้องเลือกที่จะให้ความสำคัญด้วยการจัดการฝึกอบรมในระบบการศึกษา หรือจะผลักภาระให้กับสถาบันผู้จ้างงานที่จะร่วมมือกับองค์การแรงงานจัดการฝึกอบรม
ในความเป็นจริง การฝึกอบรมหรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่จ้าง ไม่สามารถจะหนีความรับผิดชอบ ในการจัดการฝึกอบรมไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งไปได้
ตามอุดมคติ บทบาทของโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษานั้น จะผลิตผู้มีการศึกษาอย่างกว้างๆ ที่พร้อมจะรับการฝึกอบรมต่อไป แต่การฝึกอบรมบ่างอย่าง โรงเรียนจะต้องจัดให้ก่อนที่จะทำงาน หรือเรียนควบคู่ไปกับการทำงาน
การร่วมมือที่จะอบรมทักษะทางเทคนิค ควรเป็นความร่วมมือระหว่างนายจ้าง สหภาพแรงงาน และสถาบันการศึกษา
4. การสร้างสิ่งล่อใจจะต้องเลือกระหว่างความสำนึกเรื่องโครงสร้างของค่าจ้างและเงินเดือนกับการพึ่งพิงตลาดแรงงาน
ทุกวันนี้ไม่มีประเทศใดที่สามารถพึ่งตลาดแรงงานได้อย่างสมบูรณ์ การสร้างสิ่งล่อใจจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับบุคคลที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมการพัฒนา ในบางกรณีพบว่า สถานภาพและการตอบแทนสำหรับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรต่ำไป
เกือบทุประเทศ ครูมีเงินเดือนไม่เพียงพอกับความจำเป็น ค่าจ้างที่จ่ายให้ช่างเทคนิคไม่มากพอที่จะดึงดูดคนงานได้มากพอตามที่ต้อง
ด้วยเหตุนี้ ทุกประเทศจึงต้องกำหนดมาตรการในการจัดสรรกำลังคน มาตรการดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นรูปของการบังคับ จนถึงสิ่งจูงใจที่เป็นเงินและอื่นๆ
5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะพิจารณาถึงความจำเป็นของแต่ละบุคคลหรือความต้องการของรัฐ
หรืออาจกล่าวอีกแย่างหนึ่งจะได้ว่า จะเลือกผลประโยชน์ของบุคคลหรือผลประโยชน์ของชาติ
ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การจะตอบว่ารัฐอยู่ได้ด้วยบุคคลหรือบุคคลอยู่ได้ด้วยรัฐ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยุทธวิธีการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ มีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างเสริมเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และคุณค่าของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเพื่อการดำรงชีวิตที่ได้มาตรฐาน ในขณะเดียวกันมนุษย์จะต้องได้รับการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ในทุกสังคมจะต้องมีประนีประนอม หรือผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ของรัฐและของบุคคลเข้าด้วยกัน ซึ่งการผสมผสานนี้จะแตกต่างกันไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองและคุณลักษณะของสังคม
ความจำเป็นสำหรับยุทธวิธีของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือผลสำเร็จของการสร้างความสมดุลในการเลือกนโยบายมาปฏิบัติ ธรรมชาติของความสมดุลขึ้นอยู่กับเป้าหมายของสังคม ระดับของการพัฒนาและความเป็นผู้นำ
ประเทศที่ประสบความล้มเหลวในการสร้งความสมดุล จะผลิตทรัพยากรมนุษย์ผิดประเภท มีการลงทุนการศึกษาที่ผิด ใช้สิ่งล่อใจที่ผิด และเน้นการฝึกอบรมที่ผิด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
ไม่ควรมองว่าการศึกษาเป็นเพียงการบริโภค แต่ควรมองว่า เป็นการลงทุนเพื่อการผลิตด้วย เพราะประชากรที่มีการศึกษา ทำให้มีกำลังแรงาน ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
Theodore Schultz
*********************************************************************************
วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561
ความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การพัฒนาประเทศ ความสำคัญของที่การพัฒนาอยู่ที่การพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ และการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากร
การพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เป็นการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่า่งปกติสุข ในระยะแรก แนวคิดนี้มองว่ามนุษย์เป็นผู้พัฒนา(subject)และผู้ถูกพัฒนา(object) โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาสังคม
เป็นที่น่าสังเกตว่า การพัฒนาโดยเน้นความต้องการพื้นฐาน การพัฒนามนุษย์ที่ยั่งยืน และการพัฒนาที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีปรัชญาและเป้าหมายเหมือนกัน คือให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ แต่แตกต่างในรายละเอียด
ส่วนการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากร เป็นการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาในระยะแรกๆ แนวติดนี้มองว่ามนุษย์เป็นเครื่องมือ(means)ในการพัฒนา โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจ
แนวคิดและวิธีการการพัฒนามนุษย์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในอดีตอาจมีอาจมีความแตกต่างอยู่บ้างในแง่ที่ว่า แนวคิดการพัฒนาทรัพยากมนุษย์ถุกมองว่าละเลยการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือถูกมองว่าละเลยมนุษย์ที่ไม่มีประโยชน์ในการผลิต ไม่สามารถทำงานได้ เช่น คนแก่ คนป่วย หรือ คนที่ด้อยโอกาส
แต่ในปัจจุบันถ้าพิจารณาถึงค่านิยมหรือความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการพัฒนมนุษย์ก็ดี การพัฒนาทรัพยากรมนุษยืก็ดี หรือการพัฒนาในแนวคิดใหม่ก็ดี การพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่มีความแตกต่างกัน
เพียงแต่ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นเป็นการพัฒนามนุษย์เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ดีมีคุณภาพต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม แต่ทั้งนี้ไม่ได้ละเลยการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะถ้าหากมีการละเลยแล้ว มนุษย์ก็จะเป็นเครื่องมือการพัฒนาที่ไม่มีประโยชน์มากนัก กลับก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาอีกด้วย
ในส่วนของแนวคิดการพัฒนามนุษย์ ก็ยอมรับแนวคิดที่จะต้องพัฒนามนุษย์ให้เป็นเครื่องมือของการพัฒนามากขึ้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งเสริมสร้างคุณภาพของมนุษย์ ที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของยุคสมัย
ด้วยเหตนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนามนุษย์มี 2 แนวทาง คือการพัฒนามนุษย์ในฐานะผู้พัฒนา ผู้ถูกพัฒนา และในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาไปพร้อมๆกัน
สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ สามารถกระทำได้ด้วยมาตรการต่อไปนี้
มาตรการแรก เน้นการลงทุนในเรื่องการศึกษาสุขภาพและทักษะของประชากร เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันผลประโยชน์ และการจ้างงาน
มาตรการที่ 2 มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น เมื่อไรก็ตามที่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม อัตราการเพิ่มของรายได้ประชาชาติจะลดลง
มาตรการที่ 3 ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายทางสังคม โดยรัฐจะต้องจัดบริการทางสังคมมากขึ้น
มาตรการที่ 4 เพิ่มความมีอำนาจในตนในทุกเรื่องของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอำนาจในตนของสตรี
มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ใช้ร่วมกันเพื่อการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์และพัฒนามนุษย์ในฐานะที่มนุษย์เป็นทรัพยากร มาตรการดังกล่าวนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมและสังคมกำลังพัฒนา เป็นมาตรการที่นำไปสู่การได้มนุษย์และทรัพยากรมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วยความรู้ ทักษะ และการมีชีวิตที่สมบูรณ์
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
ความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม ขึ้นอยู่กับค่านิยมซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอยู่
David McClelland
*********************************************************************************
การพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เป็นการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่า่งปกติสุข ในระยะแรก แนวคิดนี้มองว่ามนุษย์เป็นผู้พัฒนา(subject)และผู้ถูกพัฒนา(object) โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาสังคม
เป็นที่น่าสังเกตว่า การพัฒนาโดยเน้นความต้องการพื้นฐาน การพัฒนามนุษย์ที่ยั่งยืน และการพัฒนาที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีปรัชญาและเป้าหมายเหมือนกัน คือให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ แต่แตกต่างในรายละเอียด
ส่วนการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากร เป็นการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาในระยะแรกๆ แนวติดนี้มองว่ามนุษย์เป็นเครื่องมือ(means)ในการพัฒนา โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจ
แนวคิดและวิธีการการพัฒนามนุษย์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในอดีตอาจมีอาจมีความแตกต่างอยู่บ้างในแง่ที่ว่า แนวคิดการพัฒนาทรัพยากมนุษย์ถุกมองว่าละเลยการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือถูกมองว่าละเลยมนุษย์ที่ไม่มีประโยชน์ในการผลิต ไม่สามารถทำงานได้ เช่น คนแก่ คนป่วย หรือ คนที่ด้อยโอกาส
แต่ในปัจจุบันถ้าพิจารณาถึงค่านิยมหรือความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการพัฒนมนุษย์ก็ดี การพัฒนาทรัพยากรมนุษยืก็ดี หรือการพัฒนาในแนวคิดใหม่ก็ดี การพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่มีความแตกต่างกัน
เพียงแต่ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นเป็นการพัฒนามนุษย์เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ดีมีคุณภาพต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม แต่ทั้งนี้ไม่ได้ละเลยการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะถ้าหากมีการละเลยแล้ว มนุษย์ก็จะเป็นเครื่องมือการพัฒนาที่ไม่มีประโยชน์มากนัก กลับก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาอีกด้วย
ในส่วนของแนวคิดการพัฒนามนุษย์ ก็ยอมรับแนวคิดที่จะต้องพัฒนามนุษย์ให้เป็นเครื่องมือของการพัฒนามากขึ้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งเสริมสร้างคุณภาพของมนุษย์ ที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของยุคสมัย
ด้วยเหตนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนามนุษย์มี 2 แนวทาง คือการพัฒนามนุษย์ในฐานะผู้พัฒนา ผู้ถูกพัฒนา และในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาไปพร้อมๆกัน
สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนามนุษย์กับการพัฒนาทรัยากรมนุษย์ สามารถกระทำได้ด้วยมาตรการต่อไปนี้
มาตรการแรก เน้นการลงทุนในเรื่องการศึกษาสุขภาพและทักษะของประชากร เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันผลประโยชน์ และการจ้างงาน
มาตรการที่ 2 มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น เมื่อไรก็ตามที่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม อัตราการเพิ่มของรายได้ประชาชาติจะลดลง
มาตรการที่ 3 ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายทางสังคม โดยรัฐจะต้องจัดบริการทางสังคมมากขึ้น
มาตรการที่ 4 เพิ่มความมีอำนาจในตนในทุกเรื่องของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอำนาจในตนของสตรี
มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ใช้ร่วมกันเพื่อการพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์และพัฒนามนุษย์ในฐานะที่มนุษย์เป็นทรัพยากร มาตรการดังกล่าวนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมและสังคมกำลังพัฒนา เป็นมาตรการที่นำไปสู่การได้มนุษย์และทรัพยากรมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วยความรู้ ทักษะ และการมีชีวิตที่สมบูรณ์
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สาระคิด
ความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม ขึ้นอยู่กับค่านิยมซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอยู่
David McClelland
*********************************************************************************
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)