วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนา คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น มีความรู้ เพิ่มทักษะและสมรรถนะ ที่เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งการพัฒนาตนเอง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม

ทรัพยากรมนุษย์เริ่มได้รับความสนใจราวๆช่วงปี พ.ศ. 2493 เนื่องจากมีการวิจัยพบว่า การเพิ่มคุณภาพของแรงงานด้วยการให้การศึกษาและการฝึกอบรม เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 

ประกอบกับยุคสมัยของการเป็นอาณานิคมยุติลง ทำให้ประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ๆ ต้องหันมาสนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพต่างๆ เพื่อทดแทนคนต่างชาติที่เคยประกอบวิชาชีพเหล่านั้น รวมทั้งความต้องการเร่งรัดการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดแรงกดดันให้ประเทศต้องรีบเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ขาดแคลน ตลอดจนสาขาที่มีความต้องการเร่งด่วน

นอกจากนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ขีดจำกัดของการพัฒนาประเทศ ไม่ได้อยู่ที่เงินเพื่อการลงทุน แต่อยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์ จึงทำให้เพิ่มความสนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น

ทรัพยากรมนุษย์ได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยค่อยๆเปลี่ยนความสำคัญจากทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องจักร มาเป็นทักษะของมนุษย์ที่เป็นรากฐานการผลิต คุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ในแง่ของเศรษฐกิจจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไซมอน คุชเนท(Simon Kuznet) ได้ทำการศึกษาและพบว่า สัดส่วนของรายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นจากทรัพยากรอื่น ได้ลดลงจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 25 ในขณะที่ทรัพยากรมนุษย์ช่วยสนับสนุนให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 75

นอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีส่วนสำคัญทีทำให้ทรัพยากรมนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อฐานะและความก้าวหน้าของประเทศมากขึ้น เพราะถ้าหากทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนาอย่างดี และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะดำเนินไปด้วยดี สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้

ในเรื่องของการวัดระดับการพัฒนาประเทศก็เช่นกัน ทรัพยากรมนุษย์ได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นตัวบ่งชี้การพัฒนาที่สำคัญ  หากประเทศใดที่ทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนาไม่เต็มที่ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนา   ซึ่งคนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นไม่รู้หนังสือ   ขาดทักษะที่จำเป็๋น มีผลิตภาพต่ำ ความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งด้านอาชีพและด้านการค้ามีจำกัด การสร้างผู้ประกอบการขาดประสิทธิผล ประชากรมีค่านิยมตามประเพณีและสถาบันทางสังคมแบบดั้งเดิม ทำให้การจูงใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงลดลง

ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ทรัพยากมนุษย์อย่างมีประสิทธิผลเป็นที่น่าประทับใจ คือ ประเทศเกาหลีใต้ มีผลที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่สูง สำหรับสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในระยะแรกนั้น ประกอบด้วย 

          1. ระบบการศึกษาที่มีการพัฒนาอย่างดี ประสบความสำเร็จในการจัดประถมศึกษาสำหรับทุกคน ประชากรมีความสามารถในการบริหารจัดการและการประกอบการ

          2. ส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกที่เน้นการใช้แรงงานอย่างจริงจัง โดยไม่สนับสนุนการผลิตที่เน้นการใช่ทุน

          3. รักษาระดับค่าจ้างและเงินเดือนของภาคเศรษฐกิจระดับกลางและภาคทันสมัย ให้อยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ

          4. ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน พร้อมๆไปกับการปฏิรูปที่ดินและการทำฟาร์มขนาดเล็ก

          5. มีการผลิตกำลังคนที่มีการศึกษาสูง ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิผล

ในปีพ.ศ. 2508 การพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จัดอยู่ในระดับกลางๆ คืออยู่ระดับที่ 56 จากทั้งหมด 120 ประเทศ โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว เท่ากับ 687 ดอลล่าร์สหรัฐ

แต่ในปี พ.ศ.2530 เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาได้สูงสุดประเทศหนึ่ง มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีจัดอยูในกลุ่มสูงสุดของโลก คือมีรายได้ 2,690 ดอลล่าร์สหรัฐ จัดอยู่ในกลุ่ม 40 ประเทศที่มั่งคั่ง และเป็นประเทศที่พัฒนาได้ดีที่สุด 5 ประเทศแรก

จะเห็นว่า ทรัพยากรมนุษย์โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาที่สำคัญ สามารถนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผล แม้จะไม่เป็นปัจจัยเดียวก็ตาม

จึงสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง จะต้องใช้วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพัฒนาที่มุ่งประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนา มีความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ และนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนในที่สุด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                 สาระคำ 

ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง พลังงาน ทักษะ และความรู้ของมนุษย์ที่สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าและ          บริการ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม

                                                                       Frederick H. Harbison

*********************************************************************************




วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา

หากจะมองย้อนกลับไปดูระบบการศึกษา จะเห็นว่า การศึกษาเป็นระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงานและใช้เงินภาษีอากรมากที่สุด ร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาถูกจ่ายเป็นค่าจ้างและเงินเดือน

นอกจากนั้น การศึกษายังเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถยกระดับขึ้นได้ด้วยตนเอง การขยายการศึกษาชั้นประถมศึกษาทำให้เกิดแรงผลักดันที่จะขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษา เพิ่มผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดอุดมศึกษามากขึ้น และเมื่อขยายระดับอุดมศึกษาทำให้เกิดบัณฑิตศึกษามากขึ้น กลายเป็นความต้องการทางการศึกษาที่ไม่รู้จักพอ

การศึกษาเองก็ทำให้เกิดอุปสงค์ทางการศึกษา การศึกษายิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไร ประชาชนจะยิ่งต้องการการศึกษามากขึ้นเท่านั้น แต่การเจริญเติบโตทางการศึกษามีลักษณะ"เพิ่มขึ้นแบบเดิมๆ"ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางศึกษาที่เกิดจากระบบการศึกษาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาจึงเกิดขึ้น

สำหรับปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และแต่ละกลุ่มจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

          1.ผลผลิตของระบบการศึกษา เกือบทุกประเทศต่างมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมายการประถมศึกษาสำหรับทุกคน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้เร็วแค่ไหน เพราะในระยะแรกของการพัฒนา ความสำคัญตกอยู่ที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนระดับสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนามากๆ และการขยายการศึกษาระดับประถมศึกษาเองก็จำเป็นจะต้องใช้ครู ซึงผลิตโดยระดับอุดมศึกษา

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ไม่มีประเทศใดที่สามารถบรรลุการศึกษาระดับประถมศึกษาสำหรับทุกคนได้โดยปราศจากการลงทุนทางการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป

ไม่มีใครแย้งความคิดที่ว่า เด็กทุกๆคนควรมีโอกาสเรียนการศึกษาระดับประถมศึกษา แต่การจัดการศึกษาให้เด็กด้วยครูที่ไม่มีคุณภาพ ขาดตำราเรียน และอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมไม่เพียงพอ  จะเป็นการหลอกลวงมากกว่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องคุณภาพของเด็กนักเรียน

ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เกิดปัญหาว่าจะเลือกการขยายโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำอย่างรวดเร็ว หรือจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างช้าๆ แต่พบว่ามักจะเลือกประการแรก ทั้งนี้เพราะเกิดจากความกดดันทางการเมือง และเมื่อขยายการศึกษาระดับประถมศึกษา ความกดดันที่จะให้ขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปจะตามมา ผลก็คือจะได้ผู้เรียนที่จบจากระดับประถมศึกษาที่ด้อยคุณภาพ เพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา  ทำให้ได้ผู้จบการศึกษาในระบบของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ไม่ค่อยจะตรงกับความความต้องการของประเทศ

            2. การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แทบทุกประเทศ จะพบว่าเด็กในเมืองมีโอกาสที่จะเรียนในโรงเรียนที่ดีกว่าเด็กในชนบท และกรณีที่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยจะได้ประโยชน์กว่า การศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นระบบการศึกษาสำหรับคนส่วนน้อยโดยค่าใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ และหากพิจารณาในเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา จะพบว่าเป็นความเท่าเทียมกันในเชิงปริมาณมากกว่าเท่าเทียมกันในเชิงคุณภาพ

          3. จุดมุ่งของการศึกษา ในประเทศกำลังพัฒนาแทบจะทุกประเทศ จุดมุ่งของการศึกษาในระบบจะมีปัญหาว่าจะสอนอะไร จะเน้นเรื่องอะไร จะเรียนวิชาใด สาขาใด และมีเกณฑ์อะไรที่จะบอกว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งผลผลิตทางการศึกษาไม่เหมือนผลผลิตของระบบอื่นๆที่มีความชัดเจน

ในเรื่องโอกาสและจุดมุ่งทางการศึกษา จะต้องสามารถวัดได้จากคุณภาพไม่ใช่วัดจากค่านิยม แต่เป็นเรื่องยากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพราะในประเทศกำลังพัฒนา การได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมีผลอย่างสำคัญต่อการมีรายได้สูง มีตำแหน่งสูง และการมีอำนาจ มากกว่ากรณีของประเทศพัฒนา การที่มีคนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจึงไม่ได้หมายความว่า จะได้ผู้จบการศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ

ประกอบกับในสถาบันอุดมศึกษาเองก็พอใจที่จะสอนวิชาศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กฎหมาย และสังคมศาสตร์มากกว่าที่จะเปิดสอนวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จนกลายเป็นคุณลักษณะของมหาวิทยาลัยในประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ที่ผลิตแพทย์ วิศวกร และบุคลากรที่เกี่ยวกับช่างเทคนิคน้อยมาก แต่ผลิตนักกฎหมาย ศิลปะ และนักมนุษยศาสตร์มากเกินพอ มากจนทำให้เกิดการว่างงานของผู้มีการศึกษา

นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า การศึกษาระดับมัธยมศึกษาไม่สามารถเตรียมนักศึกษาเพื่อเรียนสาขาวิชาที่มีคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นฐานได้ ที่เป็นเช่นนี้ อาจมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าสาขาอื่นๆ หรืออาจจะเป็นเพราะการจัดการศึกษาที่ทีคุณภาพต่ำให้กับคนส่วนมากง่ายกว่าที่จะสอนวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์

          4. การจัดสรรงบประมาณ ประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เพิ่มการศึกษาในระบบ เหตุผลสำคัญก็คือ มีเด็กในวัยเรียนเพิ่มขึ้น มีอัตราผู้เข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกระดับ ประกอบกับแรงกดดันให้ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศกำลังพัฒนารุนแรงมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่อาจจัดสรรงบประมาณได้อย่างเป็นธรรมเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาได้

           5. ข้อจำกัดขององค์การและคน เป็นการไม่ถูกต้องนักที่สรุปว่า ในการจัดการการศึกษา ข้อจำกัดทางการเงินสำคัญที่สุด ซึ่งความจริงแล้ว ทรัพยากมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูอาจารย์และผู้บริหารเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การศึกษาไม่สามารเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนไม่สามารถปรับปรุงการศึกษาในระบบให้ดีขึ้น

ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูง คือขาดครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีสมรรถนะ ทำให้ยากที่จะพัฒนาการศึกษาในยุคสารสนเทศได้

ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่เกิดจากการขยายตัวทางการศึกษาอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับไทยก็มีปัญหาและวิกฤตการณ์ทางการศึกษาไม่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ปัญหาที่ควรแก้ไขอย่างเร่งรัด คือเรื่องความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีลักษณะเสมอภาคในเชิงปริมาณ แต่ขาดความเสมอภาคในเชิงคุณภาพ ด้วยการจัดการศึกษา ให้เด็กในชนบทได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนที่คุณภาพเท่าเทียมกับเด็กในเมือง เพื่อช่วยให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นทั้งระบบ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                               สาระคิด

                                           จงระวังความรู้ที่ผิดๆ เพราะความชั่วร้ายทั้งมวลเกิดจากสิ่งนี้

*********************************************************************************




วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

บุคลิกภาพมนุษย์ตามทฤษฎีของเชลดอน

บุคลิกภาพ(personality) หมายถึง ผลรวมของคุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติ อุปนิสัย ความสามารถ การพูดจา ลักษณะภายนอก และการปรับตัว

บุคลิกภาพเป็นลักษณะของแต่ละบุคคลที่แสดงให้เห็นเด่นชัด ความเด่นของลักษณะนั้นๆมีเหนือลักษณะอื่นๆ  บุคลิกภาพเป็นลักษณะที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม อันมีผลทำให้บุคคลนั้นๆแตกต่างไปจากคนอื่นๆ

เชลดอน(William Sheldon) มีความเชื่อว่า บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลมีความสัมพันธ์กับคุณสมบัติและรูปร่างของบุคคล  เชลดอนได้ศึกษาวิเคราะห์รูปร่างของคนจำนวนมาก และสรุปว่า โดยพื้นฐาน มนุษย์มีรูปร่างได้ 3 แบบ คือรูปร่างอ้วน รูปร่างล่ำสัน และรูปร่างผอม

รูปร่างอ้วน มีลักษณะอ้วนเตี้ย หน้ากลม มีเนื้อและไขมันมาก ร่างกายเต็มไปด้วยไขมัน พุงยื่นหนา ชอบสนุกร่าเริง ชอบอยู่สบายๆ เปิดเผย กินเก่งเพราะระบบย่อยทำงานดี มีความเชื่องช้า  อืดอาด โกรธง่ายหายเร็ว มีบุคลิกภาพประเภทรักความสะดวกสบาย ชอบสังคม ปล่อยอารมณ์ตามสบาย เป็นคนง่ายแก่การคบหาสมาคมด้วย

รูปร่างล่ำสัน มีรูปร่างแข็งแรง มีมัดกล้ามเนื้อ ร่างกายสมส่วน สง่า ไหล่กว้าง ตะโพกเล็ก ชอบกีฬาการต่อสู้ ชอบผจญภัย กระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว มีน้ำใจเป็นนักกีฬา กำยำล่ำสัน ชอบใช้กำลังหรือก้าวร้าว ขยันขันแข็ง มีพลังงานมาก มีบุคลิกภาพประเภทรักการต่อสู้ผจญภัย ชอบการเสี่ยง มักกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงว่ามีอำนาจและพลังมาก

รูปร่างผอม มีลักษณะเป็นคนผอมสูง เอวบางร่างน้อย กล้ามเนื้อน้อย ไหล่ห่อ นิ้วมือเรียวยาว แขนขายาว ท่าทางบอบบาง ผิวและเส้นผมละเอียด หน้าอกแฟบ ทรวดทรงชะลูด ประสาทไวต่อความรู้สึกมาก ชอบหนีสังคม ไม่ค่อยกล้า ไม่กระตือรือร้น ใจน้อย ชอบสันโดษ ชอบอยู่ตามลำพัง อารมณ์อ่อนไหว วิตกกังวล ช่างคิด มีบุคลิกภาพประเภทไม่ชอบสังคม มีความเครียดอยู่เป็นนิจ ตัดสินใจอะไรรวดเร็ว เด็ดขาด โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ไม่ชอบทำอะไรที่เป็นการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น

บุคลิกภาพมนุษย์ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกว่าบุคลิกภาพใดดีกว่า แต่เป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่จะช่วยให้เข้าใจบุคลิกภาพมนุษย์ อันนำไปสู่การเข้าใจทีท่าของมนุษย์ เข้าใจตนเองและผู้อื่น  อันจะช่วยให้ดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างปกติสุข
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-
                                                                     สาระคิด

                  Some people dream of success ... while others wake up and work hard at it.

                                                                                                        Anonymous

*********************************************************************************

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

บุคลิกภาพมนุษย์ตามทฤษฎีของจุง

บุคลิกภาพ(personality) หมายถึง แบบแผนของพฤติกรรมที่มีลักษณะคงที่ เป็นพฤติกรรมที่ขึ้นอยู่กับรากฐานของความคิด ความรู้สึก และการรับรู้

จุง(Carl G. Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส ซึ่งศึกษาและพัฒนาจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ ได้แบ่งบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น บุคลิกภาพแบบเก็บตัว (introvert) และ บุคลิกภาพแบบแสดงตัว(extravert)

บุคลิกภาพแบบเก็บตัว เป็นบุคลิกภาพที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบมีเพื่อนมาก ยึดมั่นความรู้สึกของตัวเอง บางขณะจะรู้สึกว้าเหว่า ชอบอยู่ตามลำพัง สันโดษ ชอบอ่านหนังสือ เหงา จิตใจไม่มั่นคง รุนแรง ชอบคิดแต่เรื่องเกี่ยวกับตนเอง เก็บความรู้สึกได้เก่ง ไม่ชอบทำตัวเด่นเมื่อออกสังคม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบทำอะไรตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม มีหลักการที่แน่นอนในการที่จะควบคุมตนเอง มีความเชื่อมั่นตนเองสูง ในสายตาของคนอื่นเห็นว่ามีลักษณะเย็นชา กล่าวโดยสรุปผู้มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว มีลักษณะดังนี้

                     +ชอบทำงานเงียบๆคนเดียว ไม่ชอบปรึกษาหารือ และทำงานได้ดี

                     +มีความวิตกเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น กลัวคนนินทาว่าร้าย กลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ เป็นต้น

                     +ชอบสนใจข่าวลือ

                     +ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น

                     +ชอบเขียนมากกว่าพูด

                     +ชอบนั่งเฉยๆ นั่งคิดอยู่คนเดียว

                     +ชอบให้ยกยอ ยุขึ้น ชอบคำชมเชย

                     +ถือตนเองเป็นศูนย์กลาง คนอื่นเป็นตัวประกอบเท่านั้น

บุคลิกภาพแบบแสดงตัว เป็นลักษณะของบุคคลที่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลภายนอก มีเป้าหมายที่เป็นจริงมาก ชอบหาประสบการณ์ด้วยตนเอง ชอบเข้าสังคม ชอบมีเพื่อนมาก ชอบพูดมากกว่าฟัง ช่างพูด จิตใจมั่นคง ร่าเริงแจ่มใส ปรับตัวได้ดี แสดงคว่ามก้าวร้าวได้รุนแรง ขาดการควบคุมอารมณ์ ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบเผชิญกับปัญหาต่างๆ ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ เปลี่ยนแปลงความเคยชินหรือลักษณะนิสัยของตนเองได้ง่าย  กล่าวโดยสรุป ผู้มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว มีลักษณะดังนี้

                     +ถือสังคมเป็นศูนย์กลาง ไม่ทำอะไรตามใจตัว

                     +ชอบทำงานเป็นหมู่พวก เป็นนักประชาธิปไตย

                     +คิดและทำตามหลักความจริง ตามข้อมูลต่างๆที่ได้มาจริงๆ

                     +ไม่สนใจตัวเองมากนัก

                     +เป็นคนทันสมัย พร้อมที่จะเปลี่ยน ไม่ดึงดันยึดมั่นในอุดมการณ์เก่าๆ

                     +มีอารมณ์ดี สนุกสนาน ไม่เครียดกับการใช้ความคิด

                     +ทำอะไรทำจริงจัง ทุ่มเททุกอย่าง

                     +ชอบคิดถึงอดีต

                     +ชอบหยอกล้อ

ส่วนพวกที่อยู่กลางๆ จะมีบุคลิกภาพแบบกลางๆ(ambivert) เป็นพวกที่ไม่เก็บตัวหรือแสดงตัวมากเกินไป

ในปี พ.ศ.2464  จุงได้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "รูปแบบทางจิตวิทยา(psychological Types)" ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 4 รูปแบบ คือ

          1. พวกช่างคิด เป็นพวกที่รู้จักจำแนกแยกแยะข้อเท็จจริง สนใจศีลธรรมปรัชญา พวกนี้มีความคิดดี พยายามค้นคว้าหาความรู้ใส่ตน

          2. พวกชอบแสดงออกตามความรู้สึก เป็นพวกที่ชอบแสดงออกตามความเป็นจริง มีอารมณ์รุนแรง

          3. พวกสนใจแต่ความรู้สึกของตน เป็นพวกที่ไม่เคร่งครัดระเบียบ ไม่มีวินัยในตนเอง เป็นประเภทนึกเอาเอง และมักมีพฤคิกรรมที่คิดไม่ถึง

          4. พวกรู้สึกเร็ว เป็นพวกที่แสดงกิริยาตอบรับเร็ว ไม่ค่อยมีปรัญาชีวิต ทำอะไรลงไปตามอำนาจความรู้สึกมากกว่าใช้ความคิด

 ทฤษฎีบุคลิกภาพของจุงที่กล่าวมานี้ เป็นทฤษฎีที่มีมานาน แต่ยังนิยมใช้อ้างอิงกันอยู่ เพราะช่วยให้ทุกคนเข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจโครงสร้างทางจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง

อย่างก็ตาม บุคลิกภาพของมนุษย์ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกว่าบุคลิกภาพใดดีกว่า เพียงแต่ต้องการจำแนกให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคลิกภาพมนุษย์เท่านั้นเอง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                 สาระคำ

                      การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส ด้วยอวัยวะสัมผัส

*********************************************************************************




วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พฤติกรรมที่ใช้จำแนกทีท่าของมนุษย์

ดร.เดวิด เมอริลล์(David Merrill) นักจิตวิทยาอุตสาหกรรม เห็นว่า การแบ่งมนุษย์ออกเป็น 4 แบบ อันได้แก่ พวกช่างคิด พวกแสดงออกตามความรู้สึก พวกสนใจแต่ความรู้สึกของตน และ พวกรู้สึกเร็ว ตามทัศนะของคาร์ล จุง นั้น เป็นการแบ่งตามสภาวะภายใน(inner states)ของมนุษย์มากว่าที่จะดูจากพฤติกรรมภายนอก จึงยากที่จะจำแนกมนุษย์ออกเป็นพวกๆได้

ดร.เมอริลล์ จึงได้สร้างตัวแบบขึ้นมา ให้เป็นตัวแบบที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยดูจากพฤติกรรมภายนอก(outer behavior) มากกว่าที่จะดูจากสภาวะภายใน และจากการดูพฤติกรรมภายนอก เขาได้แบ่งคนออกเป็น 4 ทีท่า คือ นักวิเคราะห์ นักแข่งขัน นักแสดงออก และนักสังคม

เหตุที่ดูความแตกต่างระหว่างบุคคลจากพฤติกรรมไม่ใช่ดูจากบุคลิกภาพ เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเพื่อแสดงให้เห็นถึงชีวิตของตน เป็นตัวแบบที่เกี่ยวข้องกับภาษากาย ส่วนบุคลิกภาพเป็นผลรวมของลักษณะทางสมอง อารมณ์ และพฤติกรรม เป็นการมองทั้งภายนอกและภายใน ซึงเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจถึงสภาวะภายในของบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่บ่งบอกถึงทีท่าของบุคคลได้ จะต้องเป็นพฤคิกรรมที่บุคคลทำซ้ำๆทุกๆวัน ทำโดยไม่ต้องคิด จนเกือบเป็นสัญชาตญาณ ไม่ใช่เป็นพฤติกรรมที่ทำในบางครั้งบางโอกาส

ดร.เมอริลล์ เห็นว่า พฤติกรรมของมนุษย์มีอยู่ 2 กลุ่ม คือพฤคิกรรมยืนกราน และพฤติกรรมตอบสนอง  ซึ่งพฤติกรรมทั้ง 2 กลุ่ม เป็นมิติของพฤติกรรมที่ช่วยในการทำนายทีท่าของบุคคล

พฤติกรรมยืนกราน หมายถึง พฤติกรรมที่มีระดับของพฤติกรรมที่บุคคลอื่นเห็นว่า เป็นการบังคับ หรือชี้นำ ระดับของพฤติกรรมยืนกราน เป็นการรับรู้ของบุคคลอื่น โดยไม่จำเป็นว่าพฤติกรรมนั้นจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงแรงขับหรือสภาวะภายในที่แท้จริงของบุคคล พฤติกรรมยืนกรานแบ่งได้เป็นพฤติกรรมยืนกรานสูงและพฤติกรรมยืนกรานต่ำ

ลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมยืนกรานสูงได้แก่
                                   +ใช้พลังมากกว่า
                                   +เคลื่อนไหวเร็วกว่า
                                   +แสดงกิริยากระฉับกระเฉงกว่า
                                   +ใช้ตาสัมผัสหนักแน่นกว่า
                                   +ตัวตรงหรือโน้มไปข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชี้
                                   +พูดเร็วกว่า่
                                   +พูดเสียงดังกว่า
                                   +พูดมากกว่า
                                   +บอกปัญหาได้เร็วกว่า
                                   +ตัดสินใจได้เร็วกว่า
                                   +ชอบเสี่ยงมากกว่า
                                   +เผชิญหน้ามากกว่า
                                   +ชี้นำและย้ำมากกว่าเมื่อแสดงความคิดเห็น ขอร้อง และกำหนดทิศทาง
                                   +มีความกดดันเพื่อให้ตัดสินใจหรือกระทำมากกว่า
                                   +แสดงอาการโกรธเร็วกว่า
ผู้มีพฤติกรรมยืนกรานสูง จะมีลักษณะดังกล่าวนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีทั้งหมด

ลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมยืนกรานต่ำ ได้แก่
                                   +ใช้พลังน้อยกว่า
                                   +เคลื่อนไหวช้ากว่า
                                   +แสดงกิริยากระฉับกระเฉงน้อยกว่า
                                   +ใช้สายตาสัมผัสหนักแน่นน้อยกว่า
                                   +ลำตัวเอนไปข้างหลังแม้ขณะที่ชี้
                                   +พูดช้ากว่า
                                   +พูดนุ่มกว่า
                                   +พูดน้อยกว่า
                                   +ตัดสินใจช้ากว่า
                                   +ชอบเสี่ยงน้อยกว่า
                                   +ชี้นำและย้ำน้อยกว่าเมื่อแสดงความคิดเห็น ขอร้อง และกำหนดทิศทาง
                                   +มีความกดดันให้ตัดสินใจหรือกระทำน้อยกว่า
                                   +แสดงความโกรธช้ากว่า
ผู้มีพฤติกรรมยืนกรานต่ำ จะมีลักษณะเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่จำเป็นจะต้องมีทั้งหมด

พฤติกรรมตอบสนอง หมายถึง พฤติกรรมที่มีระดับของพฤติกรรมที่บุคคลอื่นเห็นจากการแสดงอารมณ์ หรือ การแสดงถึงความตระหนักที่มีต่อความรู้สึกของคนอื่น เป็นระดับการตอบสนองที่คนอื่นเห็น พฤติกรรมตอบสนองแบ่งออกได้ เป็นพฤติกรรมตอบสนองสูง และพฤติกรรมตอบสนองต่ำ

ลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมตอบสนองสูง ได้แก่
                                   +แสดงความรู้สึกเปิดเผยกว่า
                                   +แสดงความเป็นมิตรมากกว่า
                                   +แสดงทางสีหน้ามากกว่า
                                   +แสดงกิริยาเสรีมากกว่า
                                   +มีเสียงกังวาลมากกว่า
                                   +พอใจอยู่กับการพูด
                                   +ใช้เกร็ดแทนเรื่องราวมากกว่า
                                   +แสดงความเอาใจใส่ประเด็นที่เกี่ยวกับมนุษย์มากกว่า
                                   +ชอบทำงานกับคนอื่น
                                   +เอาใจใส่กับการแต่งกายมากกว่า
                                   +ใช้เวลาอย่างมีโครงสร้างน้อยกว่า
ผู้ที่มีพฤติกรรมตอบสนองสูง จะมีลักษณะดังกล่าวนี้ แต่ไม่จำเป็นจะต้องมีลักษณะเหล่านี้ทั้งหมด

ลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมตอบสนองต่ำ ได้แก่
                                   +แสดงความรู้สึกเปิดเผยน้อยกว่า
                                   +ไว้ตัวมากกว่า
                                   +แสดงสีหน้าน้อยกว่า
                                   +แสดงกิริยาท่าทางน้อยกว่า
                                   +มีเสียงกังวาลน้อยกว่า
                                   +สนใจที่จะพูดน้อยกว่า
                                   +ใช้ข้อเท็จจริงและตรรกะมากกว่า
                                   +มุ่งงานมากว่า
                                   +ชอบทำงานคนเดียวมากกว่า
                                   +แต่งกายเรียบร้อยกว่า
                                   +ใช้เวลาอย่างมีโครสร้างมากกว่า
ผู้มีพฤติกรรมตอบสนองต่ำ จะมีลักษณะดังกล่าวนี้ แต่ไม่จำเป็นจะต้องมีพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งหมด

โดยนำมาจำแนกทีท่าของมนุษย์ได้ดังนี้ นักวิเคราะห์ จะมีพฤติกรรมยืนกรานและพฤติกรรมตอบสนองต่ำ นักสังคม จะมีพฤติกรรมยืนกรานต่ำแต่มีพฤติกรรมตอบสนองสูง นักแสดงออก จะมีพฤติกรรมยืนกรานสูงแต่มีพฤติกรรมตอบสนองต่ำ ส่วนนักแข่งขัน จะมีพฤติกรรมยืนกรานสูงแต่มีพฤติกรรมตอบสนองต่ำ

ลักษณะพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นพฤติกรรมที่ ดร.เดวิด เมอริลล์ ใช้จำแนกทีท่าของมนุษย์ ออกเป็น นักวิเคราห์ นักแข่งขัน นักแสดงออก และนักสังคม  โดยเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้เกิดจาการถูกบังคับ หรือแสดงออกในบางครั้งบางโอกาส แต่เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                สาระคิด

                      Success is the ability to go from failure to failure without losing your enthusiasm.

                                                                            Winston Churchill

*********************************************************************************
หมายเหตุ เพื่อความเข้าใจ ควรอ่าน "ทีท่าของมนุษย์" จาก http://PaisarnKr.blogspot.com ประกอบด้วย


วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ทีท่าของมนุษย์

การเข้าใจทีท่า(style)ของมนุษย์ จะช่วยให้เข้าใจตนเองและผู้อื่น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานและมีความสุขในชีวิต ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความเข้าใจตนเองและผู้อื่น นั่นคือการเข้าใจทีท่าของมนุษย์ จะช่วยให้เกิดความสำเร็จในการทำงานและมีความสุขในชีวิต

ทีท่า คืออะไร ทีท่าของบุคคลใด ก็คือ พฤติกรรมของบุคคลที่บุคคลอื่นมองเห็น  ซึ่ง เดวิด เมอริลล์ (David Merrill)  เห็นว่า การจะบอกว่าทีท่าของบุคคคลนั้นเป็นอย่างไร จะต้องใช้แบบแผนของพฤติกรรมยืนกราน(assertive behavior)และพฤติกรรมตอบสนอง(responsive behavior) ที่สังเกตเห็นได้ประกอบกันเป็นตัวทำนาย

พฤติกรรมยืนกราน แบ่งออกเป็น พฤติกรรมยืนกรานสูงและพฤติกรรมยืนกรานต่ำ ซึ่งทั้ง 2 พฤติกรรมมีลักษณะแตกต่างกัน

                                      ดัชนีชี้วัดบอกระดับของพฤติกรรมยืนกราน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                 รายการ                                          ยืนกรานต่ำ                                     ยืนกรานสูง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ปริมาณการพูด                                            น้อย                                                มาก
2. อัตราการพูด                                               ช้ากว่า                                             เร็วกว่า
3. น้ำเสียง                                                      เบากว่า                                           ดังกว่า
4. การเคลื่อนไหว                                           น้อย/ช้ากว่า                                     มาก/เร็วกว่า
5. การแสดงพลัง                                            น้อย                                                 มาก
6. ท่าทาง                                                       เอนไปข้างหลัง                                ชะโงกไปข้างหน้า
7. การแสดงปฏิกิริยาที่เต็มไปด้วยการบังคับ   น้อย                                                  มาก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ส่วนพฤติกรรมตอบสนองแบ่งออกเป็น พฤติกรรมตอบสนองสูงและพฤติกรรมตอบสนองต่ำ เช่นเดียวกัน และทั้ง 2 พฤติกรรมมีลักษณะแตกต่างกัน

                                          ดัชนีชี้วัดระดับของพฤติกรรมตอบสนอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                 รายการ                                             ตอบสนองต่ำ                                    ตอบสนองสูง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. การแสดงออกทางสีหน้า                                น้อย                                                  มาก
2. การเปลี่ยนของน้ำเสียง                                  น้อย                                                  มาก
3. การเลื่อนไหลของการเปลี่ยนกริยาท่าทาง       น้อย                                                  มาก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เดวิด เมอริลล์ได้ใช้พฤติกรรมยืนกรานและพฤติกรรมตอบสนอง จำแนกท่าทีของมนุษย์ ตามที่บุคคลอื่นรับรู้ออกเป็น นักวิเคราะห์ นักแข่งขัน นักแสดงออก และนักสังคม

                                                               1.นักวิเคราะห์ 

นักวิเคราะห์เป็นกลุ่มที่มีทีท่าสมบูรณ์ที่สุด เป็นพวกที่มีพฤติกรรมตอบสนองต่ำกว่าเฉลี่ย และมีพฤติกรรมยืนกรานน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน

นักวิเคราะห์จะกำหนดค่ามาตรฐานไว้สูง การทำงานจึงต้องใช้เวลาเพื่อให้บรรลุมาตรฐานที่กำหนดไว้

พวกนี้มีแนวโน้มที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด เพราะมีแนวโน้มที่จะมีลักษณะสมบูรณ์แบบนิยม จึงเป็นคนจริงจังทั้งกับตนเองและผู้อื่น

นักวิเคราะห์จะทำงานที่เป็นระบบ การจัดการดี กระหายข้อมูลยิ่งมากยิ่งดี เพราะเชื่อว่าความรู้คืออำนาจ เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะรอบคอบ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจภายหลัง

นักวิเคราะห์ชอบอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับคนไม่มาก ชอบอยู่ประจำสำนักงาน  ถ้าเป็นผู้บริหารชอบเดินดูรอบๆเพื่อหาข้อเท็จจริง

นักวิเคราะห์มีทีท่าที่เงียบที่สุด พุดน้อยกว่าทีท่าอื่นๆ เว้นแต่จะพูดถึงรายละเอียด ชอบเขียนมากกว่าใช้วิธีการสื่อสารอย่างอื่น ไม่ชอบแสดงความรู้สึกในเรื่องต่างๆ เลี่ยงการใช้อารมณ์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

                                                                 2.นักแข่งขัน 

นักแข่งขันเป็นพวกนี้มีระดับการยืนกรานสูงกว่าค่าเฉลี่ย และมีพฤติกรรมตอบสนองต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

เป็นพวกมุ่งผลที่จะได้ มุ่งเป้าหมาย เป็นพวกอิสระ ชอบกำหนดเป้าหมายด้วยตนเองมากกว่าที่จะให้คนอื่นกำหนดให้

นักแข่งขันชอบการทำงานให้สำเร็จ เมื่อเจอปัญหาจะต้องทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับปัญหานั้น แม้จะได้ผลไม่ดีที่สุดก็ตาม แต่นักแข่งขันจะรู้สึกโล่งที่ได้ทำอะไรบางอย่าง ชอบการตัดสินใจ และเชื่อว่าการไม่ตัดสินใจคือการตัดสินใจและเป็นการตัดสินใจที่แย่มากๆ

ในเรื่องความคิดเห็นหรือนโยบาย นักแข่งขันเปลี่ยนใจง่าย พวกนี้มีจุดมุ่งหมาย มีเหตุผล แต่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแผนเร็ว พูดเร็ว

เป็นพวกมุ่งงานมากว่ามุ่งคน แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่เอาใจใส่คนอื่น คือเป็นห่วงเหมือนกันแต่ไม่พูดมาก คนทั่วไปมองว่านักแข่งขันเป็นพวกที่มีพฤติกรรมยืนกรานสูงที่สุด

                                                                 3.นักแสดงออก

นักแสดงออกเป็นพวกที่มีระดับของพฤติกรรมยืนกรานสูงกว่าค่าเฉลี่ย  มีพฤติกรรมตอบสนองสูงกว่าทีท่าอื่นๆ

เนื่องจากมีพลังมากพวกนี้จึงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ชอบอยู่ที่จุดใจุดหนึ่งนานๆ หากมีการประชุมนานๆยังแสดงอาการไม่หยุดนิ่ง โดยเปลี่ยนเก้าอี้ไปเรื่อยๆ หรือเคลื่อนมือไม้เล่นไปเรื่อยๆ นักแสดงออกมีทีท่าทีเด่นกว่ากลุ่มอื่นๆ

นักแสดงออกมีเพื่อฝูงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เมื่อใดที่นักแสดงออกต้องเลือกระหว่างการทำงานตามลำพังกับทำงานร่วมกับคนอื่น จะเลือกที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น เพราะชอบสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น

นักแสดงออกเป็นพวกช่างฝัน ชอบสร้างวิมานในอากาศ เป็นพวกที่ทำก่อนคิดทีหลัง ทำให้เกิดปัญหากับตนเองและคนอื่นในที่ทำงานอยู่เสมอ ชอบทำงานตามโอกาสมากกว่าทำตามแผน ความรู้สึกของนักแสดงออกจะมีอิทธิพลเหนือตนเองมากกว่าทีท่าอื่นๆ

นักแสดงออกชอบเล่น ชอบสนุก หาวิธีการทำงานให้สนุกมากขึ้น เมื่อนักแสดงออกพูดจะแสดงออกในทุกส่วนทั้งหน้าตาท่าทางเพื่อการสื่อสาร พูดเสียงดัง เป็นพวกมุ่งคนมากกว่ามุ่งงาน

                                                                4. นักสังคม 

นักสังคมเป็นพวกที่มีพฤติกรรมยืนกรานน้อยกว่าค่าเฉลี่ย มีพฤติกรรมตอบสนองสูงกว่านักวิเคราะห์

นักสังคมชอบเล่นเป็นทีม โดยปกติชอบทำงานกับคนอื่น แต่ไม่ชอบเด่น รู้จักให้เวลากับคนอื่น ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบอาสา

นักสังคมมีความเป็นมิตร ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีค่าในการทำงานกับคนอื่น นักสังคมมุ่งคนมากกว่างาน    สามารถสร้างความสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าคนส่วนใหญ่ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำงานได้ดีในสถานการณ์ที่แน่นอนและมีโครงสร้างที่ชัดเจน

นักสังคมมีแนวโน้มที่จะไม่ตัดสินใจ และระมัดระวังในการตัดสินใจ ทั้งนี้เพื่อหาหลักประกันความเสี่ยง ไม่ชอบตัดสินใจอะไรที่เสี่ยงๆ นักสังคมมีความอดทนต่อคนอื่น ยึดมโนธรรม ไม่กระตือรือร้นที่จะอ่านรายงาน แต่ชอบฟังรายงาน

นักสังคมปฏิเสธที่จะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะกลัวว่าจะเกิดความแปลกแยก ไม่ชอบแสดงทัศนะโต้แย้ง ชอบรักษาความสัมพันธ์ ไม่เผชิญกับปัญหา

จากทีท่าของมนุษย์ทั้งสี่ทีท่า ไม่อาจสรุปได้ว่าทีท่าใดดีกว่าหรือเลวกว่าที่ท่าอื่น แต่ละทีท่ามีทั้งเข้มแข็งและอ่อนแอ แต่ละบุคคลจะมีทีท่าที่เด่น ที่มีอิทธิพลเหนือการทำงานของบุคคลนั้น แต่ละทีท่าประสบความสำเร็จได้ และแบบแผนพฤติกรรมของทีท่าหนึ่ง มีแนวโน้มที่จะก่อความเครียดกับอีก3 ทีท่า

หากบุคคลมีความเข้าใจทีท่าของมนุษย์ที่กล่าวมาทั้งหมด จะช่วยให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้มากขึ้น ถ้าใช้ความสังเกตและการวิเคราะห์อย่างมีระบบและสม่ำเสมอ ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานและมีความสุขในชีวิต
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                  สาระคิด

                       Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success.
                             If you love what you are doing, you will be successful.

                                                                              Albert Schweitzer

*********************************************************************************



วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ธรรมชาติและองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์

มีคำกล่าวว่า การจะเข้าใจตนเองและบุคคลอื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติและปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์

ถึงกระนั้นก็ตาม หากพิจารณาถึงธรรมชาติของมนุษย์ นักจิตวิทยาเองก็มีความเชื่อแตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มคือ

          1. กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์เป็นผลผลิตของการปรับตัวในสภาพแวดล้อม นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ เลวิน พีอาเจท์ และ โคลเบอร์ก

          2. กลุ่มพฤติกรรมนิยม กลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์เป็นผลผลิตของการเรียนรู้ นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ ฮัลและ สกินเนอร์

          3. กลุ่มมนุษยนิยม กลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์ดีได้ด้วยตนเอง พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลิตผลของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ โรเจอร์ส และมาสโลว์

          4. กลุ่มจิตวิเคราะห์ กลุ่มนี้เชื่อเรื่องจิตและการวิเคราะห์จิตซึ่งเป็นพฤติกรรมภายใน นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ ฟรอยด์ และ ฟรอมม์

นักจิตวิทยาเหล่านี้มีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์แตกต่างกันก็จริง แต่ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน เป็นการมองต่างมุม เมื่อผสมผสานความเชื่อของแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน กลับทำให้มองเห็นธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในการที่จะเข้าใจตนเองและผู้อื่น นอกจากจะต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ยังจะต้องเข้าใจองค์ประกอบของตวามเป็นมนุษย์ ซึ่งนักจิตวิทยาเชื่อว่า  ความเป็นมนุษย์ประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ กล่าวคือ

           1. สิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยผ่าน ยีนส์ ซึ่งได้แก่ ลักษณะของสีที่ปรากฎในส่วนต่างๆของร่างกาย  ลักษณะของใบหน้า ลักษณะประจำเพศ สัดส่วนของร่างกาย การทำงานของร่างกาย เพศ หมู่เลือด โรคบางชนิด สติปัญญา และความถนัด

          2. สิ่งแวดล้อม หมายถึง เงื่อนไขหรือสภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

                 2.1 สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มาก เพราะวัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของมนุษยในสังคมหนึ่งๆ ซึ่งคนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันจะมีวิถีชีวิตอย่างเดียวกัน มนุษย์ถูกกล่อมเกลาให้การศึกษาอบรมตั้งแต่เด็กว่าให้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ต่างๆของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม การแสดงพฤติกรรมต่างๆจะเป็นไปตามแนวทางที่ได้รับการกล่อมเกลาทางวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมได้แก่ ขนบธรรมเนียม ภาษา สื่อต่างๆทางสังคม เป็นต้น

                 2.2 สิ่งแวดล้อมระหว่างบุคคล เป็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล คือคนๆหนึ่งจะมีคนอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง บุคคลที่มาเกี่ยวข้องจัดเป็นสิ่งแวดล้อมของบุคคลนั้น เช่น พ่อแม่เป็นสิ่งแวดล้อมของลูก เป็นต้น

          3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาพบว่า มนุษย์เป็นผลของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ในลักษณะที่พันธุกรรมเป็นตัววางขอบข่ายของการพัฒนา ส่วนสิ่งแวดล้อมจะตัดสินว่าจะพัฒนาไปในลักษณะใด ซึ่งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคคลใน 2 ลักษณะ กล่าวคือ

                 3.1 การควบคุมจากสังคม เป็นการควบคุมพฤติกรรมของบุคคล ให้เป็นไปตามค่านิยมและกฎเกณฑ์ของสังคม โดยใช้วิธีให้รางวัลถ้าทำตามกฎเกณฑ์ และจะถูกลงโทษเมื่อทำผิดไปจากกฏเกณฑ์ของสังคม

                 3.2 ความปรารถนาจากสังคม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงมีความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ และความชื่นชมจากกลุ่ม พฤติกรรมของมนุษย์จึงต้องอยู่ภายใต้ความปรารถนาของสังคม ภายใต้ มโนธรรม  ความภูมิใจในตน และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

ธรรมชาติของมนุษย์และองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ที่กล่าวมา เป็นสาระสำคัญที่จะช่วยให้บุคคลเข้าใจตนเองและผู้อื่น หากบุคคลไม่เข้าธรรมชาติและองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ ก็ยากที่จะเข้าใจตนเอง มีผลทำให้การพัฒนาตนไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะเดียวกันหากไม่เข้าใจผู้อื่นก็ยากที่จะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีผลทำให้ทำอยู่ในสังคมไม่ปกติสุขนัก 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                         สาระคิด

                             Good luck and good fortune come to those who seek opportunity.

                                                                                      Frank Newman

*********************************************************************************